ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือไมเนอร์ ฟู้ด เปิดโมเดลแฟรนไชส์ ดึง 5 แบรนด์ดังเสริมทัพแม็คโคร–โลตัส

Business

Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือไมเนอร์ ฟู้ด เปิดโมเดลแฟรนไชส์ ดึง 5 แบรนด์ดังเสริมทัพแม็คโคร–โลตัส

Date Time: 20 ต.ค. 2569 09:41 น.

Video

ทำไม TSMC ถึงดูเหมือน "ธุรกิจที่ไม่มีขาลง" | Digital Frontiers EP.78

“Summary“

CP AXTRA  จับมือไมเนอร์ฟู้ ดเปิดโมเดล Corporate Franchisee ครั้งแรกดึง 5 แบรนด์ดังเสริมทัพแม็คโคร–โลตัส ต่อยอด Happy & Healthy Mall เปิดพื้นที่ให้แบรนด์ท้องถิ่น ชูโลตัสเชียงราย เป็นตัวอย่างความสำเร็จ มีร้านค้าท้องถิ่นครองพื้นที่เช่าราว 70-80% พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการไลฟ์สไตล์ในจังหวัดอื่นๆ  และศึกษาที่ดินทำเลเมืองกว่า 10 แปลงต่อยอดมิกซ์ยูส

Latest


บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA  ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าขยายธุรกิจจับมือ บริษัทไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโมเดล Corporate Franchisee เป็นครั้งแรก นำ 5 แบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ Dairy Queen, Swensen’s, GAGA, Bonchon และ The Steak & More เข้ามาเสริมทัพในสาขาที่มีศักยภาพของแม็คโครและโลตัสทั่วประเทศ หวังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ดึงคนเข้าศูนย์การค้า และต่อยอดการเติบโตในระยะยาว


ภายใต้โมเดลนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้าเป็นผู้ลงทุนและถือสิทธิแฟรนไชส์ ขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ดรับผิดชอบการบริหารร้านและรักษามาตรฐานของแบรนด์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายนำความเชี่ยวชาญของตนเองมาเสริมกัน โดยซีพี แอ็กซ์ตร้ามีเครือข่ายสาขาและพื้นที่ค้าปลีก ส่วนไมเนอร์ ฟู้ดมีประสบการณ์ด้านการบริหารแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่ม


ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางการพัฒนาศูนย์การค้าของซีพี แอ็กซ์ตร้า ซึ่งมีเครือข่ายมากกว่า 2,650 สาขา ขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ดมีร้านอาหารมากกว่า 3,000 แห่งใน 25 ประเทศ ตามข้อมูลของบริษัท เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงเพิ่มร้านค้าในพื้นที่ แต่เป็นการเพิ่มเหตุผลให้ผู้บริโภคเดินทางมาใช้บริการ และสร้างความหลากหลายให้ศูนย์การค้าแต่ละแห่ง



เปลี่ยนจากที่ช้อปปิ้งมาใช้เวลาในศูนย์


นางสาวเบญจวรรณ อ่องศรี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวทางพัฒนาศูนย์การค้าในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเป็นพื้นที่สำหรับซื้อสินค้า แต่ต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคให้ได้มากขึ้น ตั้งแต่การรับประทานอาหาร พักผ่อน ทำกิจกรรมกับครอบครัว ไปจนถึงการออกกำลังกาย การเรียนรู้ และบริการด้านสุขภาพหรือความงาม


แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการพัฒนา Happy & Healthy Mall ที่ต้องการให้ลูกค้าเข้ามาใช้เวลาในศูนย์การค้ามากขึ้น ไม่ใช่เพียงเข้ามาซื้อสินค้าแล้วเดินทางกลับ โดยร้านอาหารเป็นหนึ่งในแม่เหล็กสำคัญที่ช่วยสร้างความถี่ในการเข้ามาใช้บริการ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าใช้บริการอื่นภายในพื้นที่เดียวกัน


อย่างไรก็ตามการเพิ่มแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มจะต้องพิจารณาความเหมาะสมกับทำเลและกลุ่มลูกค้าของแต่ละสาขา ควบคู่กับการจัดองค์ประกอบอื่นให้ครบ ทั้งพื้นที่รับประทานอาหาร ฟิตเนส สถาบันการเรียนรู้ พื้นที่เด็กเล่น และกิจกรรมสำหรับครอบครัว เพื่อให้ศูนย์การค้ามีบทบาทมากกว่าพื้นที่ค้าปลีกแบบเดิม


ด้านนายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารและการบริหารร้านของไมเนอร์ ฟู้ด มาผสานกับเครือข่ายสาขาและฐานลูกค้าของซีพี แอ็กซ์ตร้า พร้อมคัดเลือกแบรนด์ให้เหมาะกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตร่วมกันในระยะยาว


ก่อนหน้านี้ นางสาวเบญจวรรณ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันซีพี แอ็กซ์ตร้ามีพื้นที่ศูนย์การค้ารวมกว่า 1.3 ล้านตารางเมตร ครอบคลุมธุรกิจแม็คโคร โลตัส และโครงการ Happitat โดยบริษัทเดินหน้าปรับรูปแบบพื้นที่ให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคและศักยภาพของแต่ละทำเล การจับมือกับไมเนอร์ ฟู้ดจึงเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับส่วนผสมของร้านค้า โดยใช้แบรนด์อาหารที่มีฐานลูกค้าเข้ามาเสริมความน่าสนใจของศูนย์การค้า


เลือกรูปแบบศูนย์ให้เหมาะกับแต่ละทำเล


การพัฒนาศูนย์การค้าของซีพี แอ็กซ์ตร้าไม่ได้ใช้รูปแบบเดียวกันทุกสาขา แต่พิจารณาจากขนาดที่ดิน ลักษณะชุมชน และศักยภาพของทำเล เพื่อให้พื้นที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้เหมาะสม ตั้งแต่คอมมูนิตี้มอลล์ขนาดเล็ก ไปจนถึงโครงการไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่


สำหรับพื้นที่ขนาดกะทัดรัด บริษัทพัฒนาโมเดล Lotus’s Oasis โดยนำโลตัส โก เฟรช มาจับคู่กับร้านค้าเช่า เพื่อให้บริการตอบโจทย์ชุมชนโดยรอบ เช่น สาขาพัฒนาการ 30 ส่วนแม็คโครมีการปรับรูปแบบจากเดิมที่เน้นธุรกิจค้าส่ง เพิ่มพื้นที่ร้านค้าเช่าและปรับบรรยากาศให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อรองรับลูกค้าในชุมชน เช่น สาขาบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และสาทร


ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ซึ่งต้องการสร้างจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์ ใช้แนวทางพัฒนาเป็น Flagship Destination Mall เช่น แฮปปีแทท (Happitat) บางนา ที่ออกแบบให้มีองค์ประกอบครบถ้วนและโดดเด่น เพื่อดึงดูดทั้งผู้บริโภคในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ


ส่วนที่ดินในเมืองที่สัญญาเช่าระยะยาว 30 ปีใกล้ครบกำหนด และมีมูลค่าสูงขึ้นจนกลายเป็นทำเลพรีเมียม บริษัทจะพิจารณาความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ร่วมกับพันธมิตร โดยอาจผสมผสานพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับสำนักงาน คอนโดมิเนียม หรือโรงแรม ตามศักยภาพของที่ดินและความเหมาะสมทางธุรกิจ


ปรับขนาดสโตร์ หาจุดสมดุลค้าปลีกและพื้นที่เช่า


อีกโจทย์สำคัญของการพัฒนาศูนย์การค้าคือการกำหนดขนาดพื้นที่สโตร์ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้บริโภคและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยรวม หลังจากในอดีตไฮเปอร์มาร์เก็ตมีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตร บริษัทได้ทดลองปรับลดขนาดลงเหลือประมาณ 3,000–4,000 ตารางเมตร 


แต่พบว่าพื้นที่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้โซนอาหารสดและสินค้าจำเป็นมีพื้นที่จำกัด และไม่สามารถจัดวางสินค้าได้ครบถ้วนตามความต้องการของลูกค้า


แนวทางที่บริษัทมองว่าเหมาะสมกับตลาดในช่วงปี 2569–2570 จึงเป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความครบครันของสินค้าและการแบ่งพื้นที่ให้ร้านค้าเช่าภายในศูนย์การค้า โดยขนาดพื้นที่สโตร์ที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 4,000–5,000 ตารางเมตร เพื่อให้ลูกค้ายังคงเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลาย ขณะเดียวกันก็เหลือพื้นที่สำหรับร้านอาหารและธุรกิจบริการที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับศูนย์การค้า


เจาะชุมชน เปิดพื้นที่ร้านท้องถิ่น สร้างความต่างรายสาขา


นอกเหนือจากแบรนด์ระดับประเทศ ซีพี แอ็กซ์ตร้ายังให้ความสำคัญกับการสร้างเอกลักษณ์ของแต่ละสาขาผ่านผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยมองว่าร้านค้าและร้านอาหารท้องถิ่นสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละชุมชนได้แตกต่างกัน


ตัวอย่างเช่น โลตัส เชียงราย ซึ่งบริษัทระบุว่าพื้นที่เช่าราว 70–80% เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น ครอบคลุมร้านกาแฟ คาเฟ่ ขนม และร้านอาหาร โดยพื้นที่เช่าถูกจองเต็มก่อนเปิดให้บริการประมาณ 2–3 เดือน แสดงให้เห็นถึงบทบาทของศูนย์การค้าในการเป็นช่องทางให้ธุรกิจท้องถิ่นเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น 


ส่วนโลตัส บางใหญ่ บริษัทนำพื้นที่เดิมที่เคยใช้เป็นโซนสวนน้ำและกิจกรรม ซึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว มาปรับเป็นตลาดอาหารและศูนย์อาหารในร่มที่มีเครื่องปรับอากาศ พร้อมดึงร้านอาหารที่มีฐานลูกค้าเข้ามาเพิ่มความน่าสนใจ เป็นการนำพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่กลับมาสร้างกิจกรรมและเพิ่มจุดหมายด้านอาหารให้กับสาขา


แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้ศูนย์การค้าทำงานร่วมกับผู้ประกอบการที่เข้าใจตลาดท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า โดยบริษัทมีการจัดหลักสูตรสนับสนุนผู้ประกอบการ แต่ละรุ่นมีผู้เข้าร่วมประมาณ 50–60 ราย พร้อมพิจารณารูปแบบพื้นที่และเงื่อนไขการลงทุนให้เหมาะกับธุรกิจแต่ละประเภท


การพัฒนาพื้นที่แต่ทำเลจะเลือกผสมผสานแบรนด์เชน ร้านอาหารท้องถิ่น และรูปแบบตลาดอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับพื้นที่


ถอดโมเดลจีน ดัน SME ท้องถิ่นสู่แบรนด์ระดับประเทศ


อีกหนึ่งแนวทางของโลตัสคือการนำบทเรียนจากศูนย์การค้าในจีน ซึ่งมีร้านค้าแบรนด์ท้องถิ่นเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% มาปรับใช้กับตลาดไทย โดยมองว่าร้านอาหารและธุรกิจท้องถิ่นที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว สามารถพัฒนาต่อยอดให้เติบโตได้ หากมีพื้นที่ขายและระบบสนับสนุนที่เหมาะสม


โลตัสใช้แนวทาง “เคาะประตูบ้าน” เดินหน้าชักชวนผู้ประกอบการท้องถิ่นและเอสเอ็มอีเข้ามาเปิดร้านในศูนย์การค้า พร้อมพัฒนาหลักสูตรบ่มเพาะผู้ประกอบการที่ดำเนินการต่อเนื่องมา 3 ปี แต่ละรุ่นมีผู้เข้าร่วมประมาณ 50–60 ราย เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการวางระบบแฟรนไชส์ ตั้งแต่การนำสูตรและประสบการณ์ที่สั่งสมจากผู้ประกอบการรุ่นแรกมาจัดทำเป็นคู่มือและมาตรฐานธุรกิจ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นถัดไปสามารถบริหารและขยายสาขาได้


กลุ่มธุรกิจที่นำมาต่อยอดมีตั้งแต่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตาโก๊ะ ข้าวมันไก่ ไปจนถึงร้านพิซซ่าท้องถิ่น ซึ่งเดิมอาจมีเพียง 1–2 สาขา แต่มีโอกาสพัฒนาไปสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ได้ ขณะที่ Moshi Moshi ซึ่งเริ่มต้นจากธุรกิจในสำเพ็ง รวมถึง Potato Corner, 1:2 Coffee และ Lucky Suki เป็นตัวอย่างแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างโลตัส


แนวทางนี้มีเป้าหมายมากกว่าการเพิ่มร้านค้าในศูนย์การค้า แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ธุรกิจท้องถิ่นพัฒนาระบบบริหาร ยกระดับมาตรฐาน และขยายฐานลูกค้าจากตลาดในพื้นที่ไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น


ลดกำแพงเข้าห้าง เปิดทางร้านเล็กทดลองตลาด


นอกจากการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการแล้ว โลตัสยังปรับรูปแบบพื้นที่เช่าให้เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก โดยปัจจุบันพื้นที่ร้านค้าชั่วคราว หรือ Temp Shop และ Kiosk มีสัดส่วนประมาณ 30% ของพอร์ตพื้นที่เช่า และมีร้านค้าราว 20% ที่สามารถเติบโตต่อไปเป็นแบรนด์ระดับประเทศได้


อุปสรรคสำคัญของร้านท้องถิ่นในการเข้ามาเปิดร้านในศูนย์การค้าคือเงินลงทุนเริ่มต้น ทั้งค่าตกแต่งร้าน เงินประกันสัญญาเช่า และข้อกำหนดด้านระบบความปลอดภัย ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำสัญญาเช่าระยะยาวได้หรือไม่


โลตัสจึงพัฒนารูปแบบ Modernized Temp Shop โดยช่วยออกแบบและเตรียมพื้นที่ให้พร้อมใช้งาน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นด้วยการเช่าระยะสั้นเพื่อทดลองตลาด ก่อนขยับไปสู่ร้านค้าถาวรเมื่อธุรกิจมีความพร้อม


การเปิดทางให้ร้านเล็กเริ่มต้นด้วยต้นทุนและข้อผูกพันที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้ประกอบการทดลองเข้าถึงลูกค้าของศูนย์การค้าได้ ขณะเดียวกัน โลตัสก็มีโอกาสค้นหาแบรนด์ท้องถิ่นที่มีศักยภาพมาพัฒนาต่อ และเพิ่มความหลากหลายให้กับร้านค้าในแต่ละสาขา


ปรับสาขาเดิม เพิ่มมูลค่าที่ดิน ศึกษามิกซ์ยูสกว่า 10 แปลง


นอกจากการเพิ่มแบรนด์และพัฒนาพื้นที่เช่า ซีพี แอ็กซ์ตร้ายังเดินหน้าปรับปรุงสาขาเดิม โดยมีแผนปรับปรุงหรือขยายสาขาราว 60 แห่ง และตั้งเป้าปรับโฉมครั้งใหญ่ประมาณ 40–50 แห่งภายในปี 2570 เพื่อให้รูปแบบศูนย์การค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคและสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไป


ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสบนที่ดินเดิมในทำเลเมืองกว่า 10 แปลง อาทิ บริเวณสุขุมวิท 50 ย่านพระราม 4 และรามอินทรา โดยพิจารณาศักยภาพของที่ดิน ต้นทุน และความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาเป็นรายทำเล


โจทย์สำคัญคือที่ดินบางแห่งมีสัญญาเช่าเดิมใกล้ครบกำหนดต่อสัญญา ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนค่าเช่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต บริษัทจึงต้องประเมินว่าการคงรูปแบบศูนย์การค้าแนวราบยังเหมาะสมและคุ้มค่าหรือไม่ หรือควรพัฒนาเป็นอาคารสูงที่มีพื้นที่ค้าปลีกอยู่ชั้นล่าง และใช้พื้นที่ส่วนบนรองรับธุรกิจประเภทอื่น เช่น โรงแรม คอนโดมิเนียม หรือสำนักงาน ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนาต้องขึ้นอยู่กับผลการศึกษาและศักยภาพของแต่ละแปลง


การพัฒนาที่ดินและศูนย์การค้าในระยะต่อไปยังเปิดโอกาสให้ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในและนอกกลุ่มธุรกิจ โดยต้องพิจารณาความเหมาะสมทางธุรกิจและผลตอบแทนการลงทุนเป็นหลัก แม้บริษัทในเครือซีพีจะมีความเชี่ยวชาญด้านโรงแรม ที่อยู่อาศัย หรือสำนักงาน แต่การเลือกพันธมิตรต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างมูลค่าให้โครงการ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ภายในกลุ่มเท่านั้น


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ