
iPhone 18 Pro Max อัปเกรดสเปก และให่ประสบการณ์ใช้งานในจุดสำคัญ ทั้งกล้องหลัก 48MP ที่เพิ่ม Variable Aperture ให้ควบคุมรูรับแสงได้ตั้งแต่ ƒ/1.48-ƒ/4.0 พร้อม Pro Controls และ Texture-Gain ขณะที่ A20 Pro มาพร้อมระบบระบายความร้อนใหม่ที่ Apple ระบุว่าช่วยรักษาประสิทธิภาพต่อเนื่องได้ดีขึ้น จากการลองใช้งานช่วงแรกกล้อง คือฟีเจอร์ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีส่วนความแรงความร้อน และแบตเตอรี่ ยังต้องรอพิสูจน์จากการใช้งานหนักต่อเนื่องต่อไป
นับถอยหลัง Apple เปิดจำหน่าย iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max อย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กันยายน 2569 โดย Apple Store ในไทยเตรียมเปิดให้ลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้าเข้ารับเครื่อง รวมถึงผู้ที่ต้องการวอล์กอินเข้าไปซื้อหน้าร้าน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ที่ Apple Store สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และไอคอนสยาม โดย Apple เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา
สำหรับราคา iPhone 18 Pro ในไทย เริ่มต้นที่ 48,900 บาท iPhone 18 Pro Max เริ่มต้นที่ 48,900 บาท โดยขึ้นราคามาเครื่องละ 5,000 บาท และ 4,000 บาท ตามลำดับ เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
หลังได้ลองใช้งาน iPhone 18 Pro Max เครื่องจริง สีดำ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก สิ่งที่เห็นชัดไม่ได้มีแค่ตัวเลขสเปก แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดของ iPhone Pro ซีรีส์ ใน 2 จุดสำคัญ คือ กล้องที่ควบคุมรูรับแสงได้จริง และ A20 Pro ที่ออกแบบระบบระบายความร้อนใหม่ เพื่อรองรับการทำงานต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียง Hands-on ช่วงแรก ยังไม่ใช่บททดสอบเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องแบตเตอรี่ ความร้อน และประสิทธิภาพเมื่อใช้งานหนักต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้เวลาทดสอบอีกระยะ
จุดที่น่าสนใจที่สุดของ iPhone 18 Pro Max คือกล้องหลัก 48MP Fusion Main ที่มาพร้อม Variable Aperture หรือรูรับแสงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบกล้องรุ่น Pro ในครั้งนี้
ระบบสามารถปรับรูรับแสงอัตโนมัติตามสถานการณ์ ขณะเดียวกันผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมภาพเองก็สามารถเข้าไปปรับรูรับแสงแบบแมนนวลผ่าน Pro Controls ได้
นอกจากรูรับแสงแล้ว Pro Controls ยังเปิดให้ปรับ Shutter Speed, White Balance และดู Histogram ได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปควบคุมลักษณะของภาพได้ละเอียดขึ้น ตั้งแต่การจัดการแสง ไปจนถึงการสร้าง Motion Blur จากความเร็วชัตเตอร
พูดง่ายๆ คือ iPhone 18 Pro ไม่ได้เพิ่มแค่กล้องที่ถ่ายภาพดีขึ้น แต่เพิ่มเครื่องมือ ให้คนถ่ายภาพเข้าไปควบคุมภาพมากขึ้นด้วย
หนึ่งในการทดลองที่เห็นผลชัดคือการถ่ายภาพกลางคืน โดยเฉพาะฉากที่มีแหล่งกำเนิดแสงอยู่ในภาพ
เมื่อทดลองปรับรูรับแสงไปที่ ƒ/4.0 แสงไฟในฉากสามารถสร้างเอฟเฟกต์เป็นประกายดาวได้อย่างชัดเจน ขณะที่วัตถุหลักอย่าง แมวสีทอง ยังคงมีรายละเอียด และฉากหลังยังมีมิติ
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ภาพออกมาสวย แต่เป็นการที่ผู้ใช้สามารถเลือก “บุคลิกของภาพ” ได้มากขึ้น
Apple เองระบุว่ารูรับแสงของกล้องหลักสามารถเลือกได้หลายระดับ ตั้งแต่ ƒ/1.48, ƒ/1.8, ƒ/2.8 ไปจนถึง ƒ/4.0 โดยค่าที่แคบลงสามารถช่วยเพิ่มระยะชัด และที่ ƒ/4.0 สามารถสร้างลักษณะประกายดาวจากแหล่งกำเนิดแสงได้เมื่อใช้ Pro Controls
การทดสอบต่อไปจึงน่าสนใจว่าจะเห็นความแตกต่างอย่างไร เมื่อถ่ายฉากเดียวกันที่ ƒ/1.48, ƒ/1.8, ƒ/2.8 และ ƒ/4.0 จากตำแหน่งเดียวกัน
สำหรับคนทั่วไป ระบบอัตโนมัติยังทำหน้าที่เลือกค่าที่เหมาะสมให้ แต่สำหรับคนที่ต้องการเล่นกับภาพมากขึ้น iPhone 18 Pro เปิดพื้นที่ให้ควบคุมกล้องละเอียดขึ้น
โดยเฉพาะ Shutter Speed ที่สามารถนำไปใช้สร้าง Motion Blur จากวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว ขณะที่ White Balance และ Histogram ช่วยให้การควบคุมภาพมีลักษณะใกล้เคียงการใช้งานกล้องจริงมากขึ้น
จุดนี้จึงเป็นส่วนที่ต้องทดลองต่อว่าเครื่องมือใหม่เหล่านี้จะมีประโยชน์กับผู้ใช้ทั่วไปมากน้อยแค่ไหน หรือจะกลายเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนถ่ายภาพจริงจังเป็นหลัก
อีกของใหม่ที่น่าสนใจอยู่ใน Photographic Styles ซึ่งเพิ่มการควบคุม Texture และ Grain
Texture ใช้ปรับมิติของภาพระหว่างส่วนสว่างกับเงา ขณะที่ Grain สามารถเพิ่มเนื้อภาพเพื่อสร้างอารมณ์แบบฟิล์ม หรือปรับลุคให้เรียบขึ้น
การเพิ่มเครื่องมือส่วนนี้ทำให้การปรับภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสี แต่ผู้ใช้สามารถกำหนดลักษณะและอารมณ์ของภาพได้ละเอียดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนถ่ายภาพ
อีกจุดที่ลองในช่วงแรกคือประสิทธิภาพของ A20 Pro จากการทดสอบ Geekbench 6 บนเครื่องที่ใช้ทดสอบ ได้คะแนน Single-Core 4,713 คะแนน, Multi-Core 12,623 คะแนน และ GPU Metal 64,708 คะแนน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากเครื่องที่นำมาทดสอบในช่วงแรก จึงยังไม่ควรใช้แทนผลทดสอบของ iPhone 18 Pro Max ทุกเครื่อง และที่สำคัญ คะแนน Benchmark เป็นเพียงภาพหนึ่งของประสิทธิภาพ
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ Apple ปรับโครงสร้างภายใน A20 Pro และระบบระบายความร้อนใหม่ โดยวาง Silicon Die กับหน่วยความจำไว้ข้างกัน เพื่อให้เส้นทางการถ่ายเทความร้อนดีขึ้น และเชื่อมต่อกับ Vapor Chamber รุ่นใหม่โดยตรง
Apple ระบุว่า Vapor Chamber รุ่นใหม่มีพื้นที่มากกว่า iPhone 17 Pro ถึง 3 เท่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต่อเนื่องได้สูงสุด 40% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
ดังนั้นคำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่แค่ “A20 Pro แรงแค่ไหน?” แต่คือ “เมื่อแรงแล้ว สามารถรักษาความแรงนั้นไว้ได้นานแค่ไหน?”
เรื่องนี้ต้องรอการทดสอบเกมและงานที่ใช้ CPU/GPU ต่อเนื่อง เพื่อดูทั้งอุณหภูมิ เฟรมเรต และการลดประสิทธิภาพเมื่อเครื่องทำงานหนักเป็นเวลานาน
อีกการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้จากการออกแบบหน้าจอคือ Dynamic Island ที่ Apple ปรับให้มีขนาดเล็กลงและใช้งานได้มากขึ้น โดยรองรับการแสดง Live Activities ได้พร้อมกันสูงสุด 3 รายการ
จุดนี้อาจไม่ได้หวือหวาเท่ากล้องหรือชิป แต่มีโอกาสเป็นประโยชน์ในการใช้งานจริง โดยเฉพาะคนที่ต้องติดตามข้อมูลหลายอย่างพร้อมกัน
หลังทดลองในช่วงแรก iPhone 18 Pro Max มีจุดที่น่าสนใจชัดเจน โดยเฉพาะกล้อง Variable Aperture ที่ไม่ได้เพิ่มแค่ตัวเลขในสเปก แต่เปิดวิธีควบคุมภาพแบบใหม่ให้กับผู้ใช้ iPhone
ขณะที่ A20 Pro ก็มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับโครงสร้างชิปไปจนถึงระบบระบายความร้อน แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องพิสูจน์ด้วยการใช้งานจริงระยะยาว
จากนี้การทดสอบจะต้องเจอกับงานหนักมากขึ้น ทั้งการถ่ายภาพกลางวันและกลางคืนหลายรูปแบบ เกมที่รีดพลัง CPU และ GPU ต่อเนื่อง รวมถึงการวัดความร้อนและการรักษาประสิทธิภาพเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน
เพราะคะแนน Benchmark อาจบอกได้ว่า A20 Pro แรงแค่ไหน แต่การใช้งานจริงจะเป็นตัวบอกว่า iPhone 18 Pro Max รักษาความแรงนั้นไว้ได้นานแค่ไหน