
โอสถสภา วางกลยุทธ์ Product Mix ตอกย้ำผู้นำตลาดเครื่องดื่ม เดินหน้าขยายฐานผลิตอยุธยา หลังลงทุนสะสมกว่า 6,000 ล้านบาท มีกำลังผลิต 2,200 ล้านขวดต่อปี รองรับตลาดไทยและต่างประเทศ
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดพอร์ตสินค้า หรือ Product Mix เพื่อรองรับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและความต้องการแตกต่างกัน โดยวางสินค้าไว้หลายระดับราคา ตั้งแต่ 10-49 บาท ครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มให้พลังงานและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
กลยุทธ์ดังกล่าวใช้ควบคู่กับการทำตลาดแบบ Multi-brand และ Multi-price point หรือการมีหลายแบรนด์และหลายระดับราคา เพื่อรักษาฐานผู้บริโภคในตลาดเดิม พร้อมขยายไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น โดยในกลุ่มเครื่องดื่มให้พลังงานมี M-150 เป็นแบรนด์หลัก ขณะที่สินค้าระดับราคาอื่นๆ ได้แก่ M-150 ฝาทอง ราคา 12 บาท และลิโพวิตัน-ดี ราคา 15 บาท
ขณะเดียวกัน บริษัทขยายพอร์ตไปยังเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น ทั้ง C-Vitt และ Peptein รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้นถึง 49 บาท เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพและรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย
นางสาวมุกดากล่าวว่า เครื่องดื่มให้พลังงานยังมีความสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โดยบริษัทจะรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์หลัก ขณะเดียวกันการขยายตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าถึงตลาดในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น
ด้านการผลิต OSP ใช้โรงงานพระนครศรีอยุธยาเป็นฐานสำคัญในการผลิตเครื่องดื่ม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 2,200 ล้านขวดต่อปี และเดินหน้าขยายกำลังการผลิตทั้งโรงงานแก้วและโรงงานเครื่องดื่ม โดยโรงงานแห่งนี้มีเงินลงทุนสะสมกว่า 6,000 ล้านบาทนับตั้งแต่เปิดดำเนินการ บนพื้นที่ประมาณ 140 ไร่
บริษัทนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิตและคลังสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดค่าใช้จ่าย โดยการปรับระบบดังกล่าวทำให้สามารถโยกย้ายพนักงานบางส่วนไปทำหน้าที่อื่นภายในองค์กรได้ประมาณ 200-300 คน
การรวมฐานการผลิตยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากสามารถบริหารการผลิต การจัดเก็บ และการกระจายสินค้าได้เป็นระบบมากขึ้น และรองรับการผลิตสินค้าที่มีหลากหลายประเภทและหลายระดับราคา
สำหรับตลาดในประเทศ บริษัทจะรักษาฐานลูกค้าของแบรนด์หลัก พร้อมพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อแตกต่างกัน โดยยังคงมีสินค้าระดับราคาที่เข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันเพิ่มทางเลือกสำหรับกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพของสินค้า
ส่วนตลาดต่างประเทศยังเป็นช่องทางที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยมองหาโอกาสขยายตลาดผ่านแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของ OSP ขณะที่ตลาดเมียนมาเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น และบริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของ OSP ในปี 2569 ที่ตั้งเป้ารายได้เติบโตในระดับต่ำถึงปานกลางแบบเลขหลักเดียว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแบรนด์หลัก การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น การขยายตลาดต่างประเทศ และการควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน
ก่อนหน้านี้ OSP รายงานผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 2,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 42.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท โดยการบริหารต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงาน