“อัลไล” ปรับยุทธศาสตร์รีแบรนด์ครั้งใหญ่ ปั้นสินทรัพย์แตะ 3.5 หมื่นล้านปี 73

Business

Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“อัลไล” ปรับยุทธศาสตร์รีแบรนด์ครั้งใหญ่ ปั้นสินทรัพย์แตะ 3.5 หมื่นล้านปี 73

Date Time: 1 ก.ค. 2569 06:59 น.

Summary

  • ALLY รีแบรนด์สู่ Urban Experience Platform
  • เปิดแบรนด์ใหม่ ALLY Village รีโนเวตคอมมูนิตี้มอลล์ 8 แห่ง
  • เริ่ม 3 โครงการแรกทาวน์อินทาวน์-สรงประภา-อมอรินี่
  • ทุ่ม 200 ล้านรีโนเวต CDC ครั้งใหญ่
  • ลงทุนเพิ่ม 1,515 ล้านซื้อ 3 โครงการใหม่
  • ตั้งเป้า AUM แตะ 35,000 ล้านบาทปี 2573
  • รายได้ไทยแตะ 3,000 ล้าน EBITDA 1,560 ล้านบาท
  • บริหาร 25 โครงการพื้นที่เช่ารวม 191,000 ตร.ม.

Latest

เปิด 1981 Soul & Sold ไลฟ์สไตล์ฮับ ย่านรามคำแหง รับตลาดรีเซล

นายกวินทร์ เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลไล (ALLY) เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์องค์กรครั้งใหญ่ ด้วยการรีแบรนด์สู่ Urban Experience Platform พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ โดยรวบรวมแบรนด์ในเครือ ได้แก่ CDC, The Crystal และ ALLY Village ให้เชื่อมโยงเป็นระบบนิเวศด้านอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด “Where Life Feels Right” รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว


การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ไปสู่ผู้พัฒนาและบริหารพื้นที่ใช้ชีวิตของคนเมือง โดยวางแผนขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ Redefine, Rebrand & Renovate และ Reignite พร้อมขยายการลงทุนใน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ Lifestyle Communities ที่มี ALLY REIT เป็นแกนหลัก, Global Platforms ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โรงแรม โลจิสติกส์ และธุรกิจสินเชื่อ รวมถึง Landmark Developments สำหรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ


หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว ALLY Village แบรนด์ใหม่สำหรับกลุ่มคอมมูนิตี้มอลล์ โดยจะทยอยรีแบรนด์และปรับปรุงศูนย์การค้าเดิมทั้ง 8 โครงการ ภายใต้แนวคิด “Lifestyle Neighborhood” เริ่มจาก 3 โครงการแรก ได้แก่ ALLY Village Town in Town, ALLY Village Songprapha และ ALLY Village Amorini ก่อนทยอยปรับโฉมโครงการที่เหลือให้ครบภายใน 5 ปี ใช้งบลงทุนโครงการละ 10-50 ล้านบาท ตามแผนดำเนินงานระหว่างปี 2570-2574


ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมใช้งบกว่า 200 ล้านบาท รีโนเวต CDC บนพื้นที่ 73 ไร่ พื้นที่อาคารรวมกว่า 100,000 ตารางเมตร ให้เป็นศูนย์กลางด้านดีไซน์และไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ของภูมิภาค พร้อมพัฒนาพื้นที่สีเขียวเชิงพาณิชย์ขนาด 19 ไร่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2571


สำหรับ The Crystal จะมีการทำทั้งการรีแบรนด์และรีโนเวตในทุกโครงการ โดยจะค่อยๆ ไล่ระดับตั้งแต่การปรับปรุงเล็กน้อย ไปจนถึงการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยจะเริ่มจาก The Crystal เพลินสาขาเลียบด่วนรามอินทราก่อน ที่เน้นพื้นที่สีเขียว บรรยากาศที่สบายและผ่อนคลายมากขึ้น และดึงแบรนด์ที่เป็นผู้นำด้านรสนิยมและไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ เข้ามา ส่วน The Crystal SB ราชพฤกษ์ จะปรับโฉมครั้งใหญ่ในอีก 2-3 ปี เพื่อสู้กับคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น


ปัจจุบัน ALLY มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ขณะที่กองทรัสต์ ALLY REIT มีสินทรัพย์ภายใต้การลงทุนกว่า 13,000 ล้านบาท โดยบริหารโครงการในประเทศไทย 17 แห่ง ภายใต้แบรนด์ CDC, The Crystal และ ALLY Village มีพื้นที่เช่ารวมกว่า 191,000 ตารางเมตร ส่วนพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของกลุ่มครอบคลุมมากกว่า 25 โครงการ ในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และยุโรป


บริษัทตั้งเป้าภายในปี 2573 จะเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเป็น 35,000 ล้านบาท จากปัจจุบันกว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันรายได้จากธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มเป็น 3,000 ล้านบาท จากปัจจุบัน 1,823 ล้านบาท หรือเติบโตราว 65% และเพิ่มกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เป็น 1,560 ล้านบาท


ด้านการขยายพอร์ตลงทุน บริษัทเตรียมเพิ่มทุนผ่าน ALLY REIT วงเงิน 1,515 ล้านบาท เพื่อลงทุนใน 3 โครงการใหม่ ได้แก่ Charn แจ้งวัฒนะ, สายไหม อเวนิว และ The Zone ทาวน์อินทาวน์ รวมทั้งเตรียมออกหุ้นกู้วงเงิน 850 ล้านบาท เพื่อรองรับการบริหารหนี้ การปรับปรุงโครงการ และสนับสนุนแผนการเติบโตในระยะต่อไป


นายกวินทร์กล่าวว่า การเติบโตของ ALLY จากนี้จะไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการหรือพื้นที่เช่าเพียงอย่างเดียว แต่จะมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ พื้นที่ ชุมชน และผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้ถือหน่วยลงทุน ผ่านการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในทุกมิติ


“แม้เศรษฐกิจไทยใรขณะนี้จะขยายตัวในอัตราต่ำ แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคในระดับชุมชนยังคงมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฐานผู้อยู่อาศัยหนาแน่น ซึ่งยังมีการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บริษัทมุ่งลงทุนในทำเลที่เป็นย่านที่อยู่อาศัย (Local Catchment) ซึ่งมีทั้งประชากรและแหล่งงานรองรับ เช่น โครงการ Charn แจ้งวัฒนะ และ The Zone ทาวน์อินทาวน์ พร้อมมองหาโอกาสในทำเลที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายฐานรายได้และรองรับการเติบโตในอนาคต”

นายกวินทร์กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้การพัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินปรับตัวสูง ทำให้ผู้ประกอบการหันไปลงทุนโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้อุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการที่มีสินทรัพย์อยู่แล้ว เพราะสามารถรักษาอัตราการเช่าและสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าคอมมูนิตี้มอลล์จะยังเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของเมือง และยังเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวน้อยกว่าศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เนื่องจากตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการใช้จ่ายของคนในชุมชนเป็นหลัก.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ