แบรนด์จีนทุ่มตลาดอาเซียน “ศรีจันทร์” มั่นใจ T-Beauty นำอุตสาหกรรมความงามไทยก้าวสู่เวทีโลก

Business

Trends

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

Tag

แบรนด์จีนทุ่มตลาดอาเซียน “ศรีจันทร์” มั่นใจ T-Beauty นำอุตสาหกรรมความงามไทยก้าวสู่เวทีโลก

Date Time: 25 มิ.ย. 2569 08:23 น.

Video

น้ำมันไทย... วิกฤตินี้จบที่ตรงไหน? | Money Issue EP.52

Summary

  • ศรีจันทร์ เปิดรายได้ทะลุ 2,055 ล้านบาทกำไรโต 34%
  • ลั่นไม่หวั่นแบรนด์จีน มั่นใจไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพ
  • ชี้แบรนด์ไทยสู้ด้วยการสร้างแบรนด์ ไม่ใช่สงครามราคา
  • ยอดขายต่างประเทศโต 135% ลาวพุ่งสูงสุด 162%
  • เตรียมบุกเมียนมา ก่อนขยายทั่วอาเซียนปี 2570
  • Ecosystem ความงามไทยหนุนหลายแบรนด์โตพร้อมกัน
  • ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมความงามอาเซียน
  • งาน Cosmoprof ตอกย้ำไทยเป็นหมุดหมายบิวตี้โลก

Latest


นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายลิตภัณฑ์ความงามชั้นนำสัญชาติไทย ศรีจันทร์ (SRICHAND) และ ศศิ (sasi)  เปิดเผยว่า บริษัทมียอดขายปีล่าสุด 2,055.5 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 34% อยู่ที่ 274.78 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ายกระดับองค์กรไทยสู่แบรนด์สากล ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ “T-SKIN” หรือผิวของคนไทย การใช้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยสร้างการรับรู้ในระดับสากล และการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับไทย


สำหรับตลาดต่างประเทศ บริษัทมียอดขายเติบโต 135% ในช่วงปี 2567-2568 โดย สปป.ลาว เติบโต 162% ขณะที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยังขยายฐานลูกค้าได้ต่อเนื่อง พร้อมเตรียมรุกตลาดเมียนมาในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ก่อนขยายสู่เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียในปี 2570


ด้านนายระบิล สิริมนกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมความงามไทยในปัจจุบัน คือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากแบรนด์เครื่องสำอางจีนที่เร่งขยายตลาดในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของแบรนด์จีนไม่น่ากังวล เพราะอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยมีรากฐานแข็งแกร่งไม่ต่างจากอุตสาหกรรมอาหารไทย ขณะที่อุตสาหกรรมบันเทิง ทั้งซีรีส์วายและศิลปินไทย ยังช่วยสร้างการรับรู้ในตลาดโลก และมีศักยภาพต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ


เขากล่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์จีนไม่ได้แข่งขันด้วยราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ยังพัฒนาคุณภาพสินค้า มีองค์ความรู้ด้านการผลิตจากการเป็นฐานรับจ้างผลิตให้แบรนด์ระดับโลก รวมถึงมีความเชี่ยวชาญด้านการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


“บางประเทศในภูมิภาคนี้ แบรนด์จีนใช้งบการตลาดและโปรโมชันระดับ 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อเร่งยึดส่วนแบ่งตลาดภายในเวลาเพียง 2 ปี จนผู้ประกอบการท้องถิ่นปรับตัวไม่ทัน แต่ประเทศไทยแตกต่างออกไป เพราะแบรนด์ไทยมีความแข็งแรงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องสำอาง”


นายระบิลกล่าวว่า จุดแข็งของแบรนด์ไทยไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่เป็นคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคเปิดรับสินค้าไทยมากขึ้น ทั้งอาหาร เสื้อผ้า และเครื่องสำอาง ส่งผลให้หลายแบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด


“ศรีจันทร์เองนำเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาต่อยอดในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนความประณีตแบบไทย แตกต่างจากแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์ตะวันตกที่เน้นความเรียบง่าย ส่งผลให้สินค้าของศรีจันทร์สามารถวางจำหน่ายในร้านค้ากว่า 2,000 แห่งในญี่ปุ่น และเป็นที่จดจำของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น”


นายรวิศกล่าวว่า ความสำเร็จของศรีจันทร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามไทย ซึ่งขณะนี้ไม่ได้มีเพียงแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งที่เติบโต แต่ทั้ง Ecosystem ทั้งระบบนิเวศกำลังขยายตัวไปพร้อมกัน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงานรับจ้างผลิต ช่องทางจำหน่าย ไปจนถึงผู้ค้าปลีกไทย ส่งผลให้แบรนด์ไทยหลายรายมีผลประกอบการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังผู้บริโภคหันมาเชื่อมั่นและเลือกใช้สินค้าไทยมากขึ้น


“วันนี้ถ้าไปเปิดงบการเงินของหลายบริษัทในอุตสาหกรรม จะเห็นว่าไม่ได้โตแค่ศรีจันทร์ แต่หลายแบรนด์เติบโตพร้อมกัน เพราะผู้บริโภคไม่ได้เลือกสินค้าไทยเพราะราคา แต่เลือกจากคุณภาพและความน่าเชื่อถือของแบรนด์”


รวมถึงการเติบโตของร้านค้าปลีกด้านความงาม ทั้งร้านเฉพาะทาง เครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านค้าท้องถิ่นที่ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ช่วยผลักดันให้แบรนด์ไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ จนหลายแบรนด์สามารถทำยอดขายติดอันดับบนชั้นวางสินค้าแข่งขันกับแบรนด์ต่างประเทศได้


นายระบิลกล่าวว่า อีกหนึ่งภาพหนึ่งที่แสดงให้เห็นศักยภาพอุตสาหกรรมความงามไทย คือการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดงาน Cosmoprof CBE ASEAN และ Cosmopack CBE ASEAN ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นเวทีแสดงสินค้าและซัพพลายเชนความงามระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้ผลิต ผู้พัฒนาแบรนด์ นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก


“เมื่อก่อนงานใช้พื้นที่เพียงฮอลล์เดียว แต่วันนี้ขยายเป็นหลายฮอลล์ นั่นแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมความงามไทยไม่ได้เติบโตเฉพาะในประเทศ แต่กำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญของผู้ประกอบการทั่วโลก” นายระบิลกล่าวและว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของเครือข่ายงาน Cosmoprof เคียงคู่กับโบโลญญา ประเทศอิตาลี ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง  ยืนยันถึงศักยภาพของไทยทั้งด้านฐานการผลิต นวัตกรรม และการสร้างแบรนด์ จนได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการทั่วโลก


“ทุกวันนี้แบรนด์จากยุโรป อเมริกา และเอเชีย ไม่ได้เดินทางมาไทยเพื่อขายสินค้าอย่างเดียว แต่ต้องการหาพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ผลิต และนวัตกรรมใหม่ ๆ นี่คือสัญญาณว่าไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมความงามของอาเซียน”


ทั้งนี้ การขยายตัวของงาน Cosmoprof CBE ASEAN และ Cosmopack CBE ASEAN ในแต่ละปี นั้นแสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภค แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิต การพัฒนาแบรนด์ และการเชื่อมโยงธุรกิจความงามของภูมิภาค ซึ่งจะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญให้ T-Beauty เติบโตบนเวทีโลก


Author

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

ไทยรัฐฉบับพิมพ์