“Sasi” แบรนด์ลูกศรีจันทร์ ปรับจุดยืนครั้งใหญ่ รอบ 9 ปี สู่คอมมูนิตี้บิวตี้ที่ไม่จำกัดเพศ

Business

Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

“Sasi” แบรนด์ลูกศรีจันทร์ ปรับจุดยืนครั้งใหญ่ รอบ 9 ปี สู่คอมมูนิตี้บิวตี้ที่ไม่จำกัดเพศ

Date Time: 4 มิ.ย. 2569 11:50 น.

Video

คู่มือรอดยุคเลย์ออฟ! กับเบอร์ 1 สาย HR รุตม์ อานนทวงศ์ - ภูผา Mr.Phoops ตัวแทนคนรุ่นใหม่ | Money Issue EP.54

Summary

ศศิ (Sasi) แบรนด์ลูกของศรีจันทร์ ในวัย 9 ปี ประกาศพลิกโฉมครั้งสำคัญ สลัดภาพจำแบรนด์เมกอัพหวานๆ “Because Girls Can” สู่การเป็น Because “We” Can เพื่อขยายฐานเป้าหมายให้ครอบคลุมเรื่องความหลากหลายและไม่จำกัดเพศ ชูกลยุทธ์ไลฟ์สไตล์และสินค้าคุ้มค่าเงิน รับมือตลาดกำลังซื้อชะลอตัว


Latest


ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมรภูมิบิวตี้เมืองไทยที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด “ศศิ” (sasi) แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทยแท้ภายใต้ชายคา “ศรีจันทร์” ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะแบรนด์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอย่างมั่นคง จากจุดเริ่มต้นในการเป็นไอเท็มลับราคาจับต้องได้ 

และในวันนี้ Sasi ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 พร้อมกับประกาศพลิกโฉมครั้งสำคัญ สลัดภาพจำแบรนด์เมกอัพหวานๆ “Because Girls Can” สู่การเป็น Because “We” Can เพื่อขยายฐานเป้าหมายให้ครอบคลุมเรื่องความหลากหลายและไม่จำกัดเพศ เพื่อก้าวสู่การเป็นมากกว่าแบรนด์เครื่องสำอาง แต่คือ ‘คอมมูนิตี้ที่เปิดกว้างสำหรับทุกตัวตน’ 

รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดเครื่องสำอางในปัจจุบันว่า เมื่อพิจารณาในแง่สถานการณ์ทางธุรกิจ 4-5 เดือนแรกของปีนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความท้าทายสูงจากสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลาสติกและค่าขนส่งจากผลกระทบด้านซัพพลายเชน 

แม้ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบให้สัดส่วนกำไรต่อหน่วยลดลงบ้าง แต่ทางแบรนด์ยังคงรักษาอัตราการเติบโตของรายได้ในระดับตัวเลขสองหลักมาได้อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์หลักในปัจจุบันคือการเน้นสร้างปริมาณการขาย และการบริหารพอร์ตสินค้าให้ตอบโจทย์ความคุ้มค่าเงินของผู้บริโภค โดยยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาสินค้า

สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีอายุระหว่าง 13-35 ปี พบว่ามูลค่าการซื้อต่อครั้ง (Basket Size) อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก เนื่องจากโครงสร้างราคาสินค้าเริ่มต้นที่ 39 บาทในกลุ่มแป้งฝุ่น และส่วนใหญ่เฉลี่ยอยู่ในหลักสิบถึงหลักร้อยบาท ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายรวมต่อครั้งค่อนข้างต่ำ แต่มีจุดเด่นที่ความถี่ในการซื้อซ้ำ เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

รวิศ กล่าวต่อไปว่า แบรนด์ได้บริหารช่องทางการจัดจำหน่ายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมดังกล่าว โดยเน้นส่งสินค้าขนาดเล็กหรือชนิดซองเข้าสู่ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เติบโตและได้พื้นที่จัดวางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สินค้าขนาดปกติ จะจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกความงาม เพื่อแยกกลุ่มเป้าหมายและลักษณะการใช้งานออกจากกันอย่างชัดเจน

ในด้านโครงสร้างสินค้า ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก โดยกลุ่ม Color Cosmetic เช่น ผลิตภัณฑ์ลิปสติก ยังคงเป็นแกนหลักที่สร้างรายได้และมีการซื้อซ้ำสูง ควบคู่ไปกับกลุ่มแป้งฝุ่น 

“Sasi มีจุดแข็งด้าน distribution ผ่านร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ และ Hero Products เช่น Jolly Sweet Lip Tint สีชัด ติดทน ที่เป็น All-Time Favorite tinted lip และแป้งกระป๋องสุดฮิต ที่ขยายไลน์สินค้าจนมีถึง 7 สูตร” รวิศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทิศทางต่อไปของแบรนด์เริ่มมีการเพิ่มสัดส่วนในกลุ่มผลิตภัณฑ์รองพื้นและแป้งอัดแข็งมากขึ้น เนื่องจากข้อมูลทางการตลาดระบุว่า ตลาด Base Makeup มีมูลค่ารวมที่ใหญ่กว่ากลุ่ม Color Cosmetic การรุกเข้าสู่เซกเมนต์นี้จึงเป็นโอกาสในการขยายพอร์ตธุรกิจให้เติบโตได้มากกว่าเดิม

นอกจากตลาดในประเทศแล้ว อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญคือการเกาะกระแสความนิยมวัฒนธรรมไทย (T-Culture) ผ่านทางซีรีส์และศิลปินไทยในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อสินค้าที่ระบุว่าเป็น “Made in Thailand” ปัจจุบันแบรนด์มีการส่งออกไปยัง 4-5 ประเทศ โดยมีฟิลิปปินส์เป็นตลาดต่างประเทศที่เติบโตสูงสุด เนื่องจากผู้บริโภคมีสภาพผิว พฤติกรรมการแต่งหน้า และสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นคล้ายคลึงกับประเทศไทย สินค้าที่มีคุณสมบัติติดทนและควบคุมความมันจึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีตลาดใน สปป.ลาว และไทเป โดยเป้าหมายระยะยาวคือการขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับสู่การเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาค 

ซึ่งตรงจุดนี้เอง แบรนด์ได้มีการประกาศพลิกโฉมครั้งสำคัญ ในโอกาสครบรอบ 9 ปี ผ่านการเลือกใช้กลยุทธ์ Music Marketing และการสื่อสารผ่านสื่อบันเทิง โดยใช้ Face of sasi ทั้ง 9 คน พร้อมกันครั้งแรก นำโดย เก้า สุภัสสรา, 6 หนุ่ม PROXIE และเก่ง-น้ำปิง เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ และ MV เพลง ซิ่งศิ Because “We” Can ที่ถูกดีไซน์มาในจังหวะ “ซิ่งโจ๊ะ” ฟังง่าย ผสมผสานพาร์ตแรปสุดโมเดิร์น

ทั้งนี้แม้ว่าจะเป็นการใช้กลุ่มผู้แทนแบรนด์จำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ตั้งแบรนด์มา แต่ในแง่การบริหารจัดการต้นทุน ทางผู้บริหารระบุว่า งบประมาณทางการตลาดในปีนี้ยังคงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยเน้นการจัดสรรงบมารวมไว้ในแคมเปญใหญ่เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสารและสร้างความผูกพันต่อแบรนด์ในระยะยาวแทนการกระจายงบย่อย เพื่อที่จะอาศัยฐานผู้ติดตามของกลุ่มผู้แทนแบรนด์ทั้ง 9 คนในการสร้างการรับรู้ในตลาดต่างประเทศควบคู่กันไป ซึ่งการ Repositioning ครั้งนี้ถือเป็นการปรับ Brand Belief ครั้งที่สามของแบรนด์

จาก “ไอเท็มลับราคาหลักสิบ” ในวันเริ่มต้น วันนี้ Sasi ได้พิสูจน์แล้วว่า การเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การขายเครื่องสำอาง แต่คือการนั่งในใจผู้บริโภคด้วยความคุ้มค่า และการยืนหยัดเคียงข้างความหลากหลายของคนรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการบริหารพอร์ตสินค้าผ่านกลยุทธ์ Volume & Value ที่เน้นขายสินค้าราคาย่อมเยา ขนาดพกพา ซื้อง่ายในร้านสะดวกซื้อเพื่อกระตุ้นความถี่ในการซื้อซ้ำจึงทำให้แบรนด์เดินทางมาถึงปีที่ 9 ได้อย่างมั่นคง

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ