
นางสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่กลุ่มลูกค้าระดับบนกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงยังคงมีกำลังซื้อแข็งแกร่ง และคาดว่ายอดใช้จ่ายของลูกค้ากลุ่มนี้จะเติบโตอีกราว 10% ในปีนี้
ปัจจุบันสยามพิวรรธน์มีฐานลูกค้ากลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) และกลุ่ม Ultra High-Net-Worth ที่แข็งแกร่งที่สุดกลุ่มหนึ่งในภูมิภาค โดยลูกค้ากลุ่ม Active คิดเป็นประมาณ 60% ของฐานสมาชิกทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นคนไทย
ขณะที่กลุ่ม Ultra High-Net-Worth มีสัดส่วนราว 20% ของฐานลูกค้า แต่เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจอย่างมาก โดยมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยตั้งแต่ 10 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป และมีพฤติกรรมการใช้จ่ายสูงกว่าลูกค้าทั่วไปถึง 35 เท่า แม้มีสมาชิกหลักเพียงประมาณ 4,000 คน แต่สามารถสร้างยอดใช้จ่ายคิดเป็น 10-20% ของยอดใช้จ่ายรวมในระบบ
“กลุ่มลูกค้าระดับบนยังคงมีความแข็งแกร่ง และไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก ขณะที่ยอดใช้จ่ายยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าการใช้จ่ายของลูกค้ากลุ่มนี้จะเติบโตอีกประมาณ 10%”
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของลูกค้าลักชูรีในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีต โดยไม่ได้มองหาเพียงส่วนลดหรือคะแนนสะสม แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะบุคคล การเข้าถึงบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟ และสิทธิประโยชน์ที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
ด้านนายระวี คุณวิภูศีลกุล Director, Customer Centricity & Relationship สยามพิวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยดังกล่าวทำให้สยามพิวรรธน์ขยับบทบาทจากการเป็นผู้พัฒนาโครงการค้าปลีกและศูนย์การค้า สู่การสร้าง “Borderless Luxury Ecosystem” หรือระบบนิเวศลักชูรีไร้พรมแดน ที่เชื่อมโยงทุกมิติของการใช้ชีวิต ตั้งแต่การเดินทาง การท่องเที่ยว การพักผ่อน การช้อปปิ้ง ไปจนถึงบริการไลฟ์สไตล์ระดับโลก ภายใต้แนวคิด Hyper-Personalization ที่ตอบโจทย์ลูกค้าแบบรายบุคคล
เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Global Luxury Destination และสร้างระบบนิเวศที่สามารถดึงดูดกลุ่ม Ultra High-Net-Worth จากทั่วโลกให้เข้ามาใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น
เพื่อเดินหน้ากลยุทธ์ดังกล่าว สยามพิวรรธน์ได้ประกาศความร่วมมือกับ 4 พันธมิตรระดับโลก ได้แก่ BELMOND ในเครือ LVMH, Galeries Lafayette ห้างสรรพสินค้าชั้นนำจากฝรั่งเศส, INSIGNIA ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม และ MJETS ผู้ให้บริการเครื่องบินส่วนตัวครบวงจร ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเชื่อมต่อประสบการณ์ลักชูรีแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่การเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว การเข้าพักในโรงแรมและรีสอร์ทระดับอัลตร้าลักชูรี การเข้าถึงร้านอาหารและกิจกรรมระดับเวิลด์คลาส ไปจนถึงประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบ VIP ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น สมาชิก ONESIAM ที่เดินทางไปยัง Galeries Lafayette กรุงปารีส จะได้รับการดูแลในระดับเดียวกับลูกค้า VIP ของห้าง ทั้งบริการ Personal Shopper, Private Shopping Lounge และบริการคืนภาษีแบบเร่งด่วน ขณะที่ลูกค้าของ Galeries Lafayette ที่เดินทางมาไทยก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ในระดับเดียวกันที่สยามพารากอนและไอคอนสยาม
ด้าน MJETS จะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่บริการรถรับส่ง การใช้ Private Terminal ไปจนถึงการเชื่อมต่อสู่ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์ ขณะที่ BELMOND และ INSIGNIA จะช่วยยกระดับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว โรงแรม และบริการดูแลลูกค้าเฉพาะบุคคลในระดับโลก
ปัจจุบันสยามพิวรรธน์มีเครือข่าย Global Privilege Partnership รวม 8 พันธมิตรในประเทศสำคัญทั่วเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน ครอบคลุมทั้งธุรกิจค้าปลีก การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการขยายความร่วมมือไปยังธุรกิจ Wellness และ Property เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศลักชูรีให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้าผ่านประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย
ปัจจุบันสยามพิวรรธน์เป็นผู้พัฒนาและบริหารโครงการค้าปลีกระดับแฟลกชิปของประเทศ ได้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม และสยาม พรีเมียม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ โดยหลายแบรนด์ลักชูรีภายในโครงการสามารถทำยอดขายเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย และบางแบรนด์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค สะท้อนบทบาทของประเทศไทยที่กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางตลาดลักชูรีที่สำคัญของเอเชีย