
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เปิดเผยภายหลังเข้าพบประธานาธิบดีโต เลิม ของเวียดนามและคณะ ระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลเวียดนามยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคค้าปลีกและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
“เวียดนามยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค และมีโอกาสขยายการลงทุนได้อีกมากในหลายธุรกิจเหมือนที่เราทำในประเทศไทย” นายอัศวินกล่าว
กลุ่มบีเจซีจึงเตรียมเดินหน้าขยายการลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 30% ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากประเทศไทย และจะเพิ่มเป็น 40% ภายในปี 2583 โดยเวียดนามจะเป็นฐานรายได้สำคัญที่สุดของการเติบโตในต่างประเทศ
นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการ Metro Cash & Carry Vietnam เมื่อ 10 ปีก่อน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของธุรกิจค้าส่งในเวียดนาม
ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น MM Mega Market เนื่องจากไม่สามารถใช้แบรนด์ Metro เดิมได้ แม้ในช่วงแรกธุรกิจจะยังขาดทุน แต่หลังการปรับโครงสร้างและระบบบริหารจัดการ บริษัทสามารถพลิกกลับมาถึงจุดคุ้มทุนภายในเวลาเพียง 2 ปี ก่อนเติบโตอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันมีกำไรระดับ 400-500 ล้านบาทต่อปี
“ยอดขายเติบโตกว่า 20% ต่อปี ขณะที่กำไรเติบโตมากกว่า 30% ต่อปี ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของกลุ่ม”
ปัจจุบัน MM Mega Market มีสาขารวม 30 แห่ง เพิ่มขึ้นจาก 19 สาขาในวันแรกที่เข้าซื้อกิจการ และตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 24 สาขาภายในปี 2573 ส่งผลให้จำนวนสาขารวมเพิ่มเป็น 54 แห่งทั่วประเทศ
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการนำแบรนด์ Big C กลับเข้าสู่ตลาดเวียดนามอีกครั้งในปี 2570 หลังสิทธิการใช้ชื่อแบรนด์ของกลุ่มเซ็นทรัลจะสิ้นสุดลง
ในอนาคตบริษัทจะวางตำแหน่งธุรกิจอย่างชัดเจน โดย MM Mega Market จะเป็นธุรกิจค้าส่ง ขณะที่ Big C จะเป็นธุรกิจค้าปลีกเต็มรูปแบบ
ปัจจุบันบริษัทได้ทดลองโมเดลค้าปลีกผ่าน MM Food Center ที่เมืองดานัง ซึ่งเป็นต้นแบบของ Big C ในอนาคต โดยใช้เงินลงทุนกว่า 650 ล้านบาท และมีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 97%
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขยายโมเดล Depot ศูนย์กระจายสินค้าและค้าส่งขนาดเล็ก พื้นที่ประมาณ 500-700 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนเพียง 6 ล้านบาทต่อสาขา เพื่อรุกเมืองรองและรองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 18% ภายในเวลาเพียง 3 ปี
สำหรับปี 2569 บริษัทมีแผนเปิด Depot เพิ่มอีก 3 แห่ง และ Food Service Hub อีก 1 แห่ง ขณะที่งบลงทุนในเวียดนามจะอยู่ที่ปีละ 500-1,000 ล้านบาท และคาดว่าธุรกิจในประเทศนี้จะเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ราว 37%
อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญของ MM Mega Market Vietnam คือการที่รัฐบาลเวียดนามเริ่มบังคับใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ร้านค้าปลีกรายย่อยหรือโชห่วยกว่า 1.25 ล้านร้านต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง
นางฐาปณีกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ร้านโชห่วยจำนวนมากหันมาหาผู้ค้าส่งที่มีระบบเอกสารและใบกำกับภาษีครบถ้วน ซึ่งเป็นโอกาสโดยตรงของ MM ที่มีความพร้อมด้านระบบอยู่แล้ว
พร้อมกันนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการนำโมเดลเครือข่ายร้าน “โดนใจ” ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ไปต่อยอดในตลาดเวียดนาม เพื่อสร้างเครือข่ายร้านค้าปลีกรายย่อยให้เข้าถึงสินค้า ระบบบริหารจัดการ และมาตรฐานด้านภาษีได้ง่ายขึ้น
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ MM คือระบบจัดซื้อสินค้าตรงจากแหล่งผลิต (Direct Sourcing) โดยเฉพาะสินค้าอาหารสด ซึ่งช่วยให้สามารถแข่งขันด้านราคากับตลาดสดได้ พร้อมตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม HORECA ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างผลกำไรสูงให้กับธุรกิจ
สำหรับธุรกิจในไทยปีนี้ ทางบิ๊กซี เดินหน้าแผนลงทุนเชิงรุกในปี 2569 ด้วยงบประมาณ 12,000-14,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่ ปรับปรุงสาขาเดิม และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า รองรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่
แผนลงทุนดังกล่าวครอบคลุมการเปิดสาขาขนาดใหญ่ 2 สาขา และสาขารูปแบบขนาดเล็กอีกมากกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการรีโนเวตสาขาขนาดใหญ่เพิ่มเติม 18 สาขา ภายใต้แนวคิด “Better Store” ที่มุ่งเปลี่ยนศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ตให้เป็นมากกว่าพื้นที่จับจ่าย แต่เป็นจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์และศูนย์กลางของชุมชน
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่จำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของทำเลและศักยภาพในการตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเดินหน้าปรับพอร์ตสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยบางสาขาที่มีศักยภาพไม่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจหรือให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าการลงทุน อาจมีการยุติการดำเนินงาน เพื่อนำทรัพยากรไปลงทุนในทำเลใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่า
“การปิดบางสาขาไม่ได้สะท้อนการชะลอการลงทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารพอร์ตธุรกิจเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุน และสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นในระยะยาว” นายอัศวินกล่าว
ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค Mass Retail ไปสู่การให้บริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในระดับพื้นที่มากขึ้น ทั้งด้านความสะดวก ความถี่ในการเข้ามาใช้บริการ และประสบการณ์ภายในสาขา ทำให้การคัดเลือกทำเล การออกแบบร้าน และการบริหารพื้นที่เช่ากลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในอนาคต
ปัจจุบัน บิ๊กซีมีสาขาขนาดใหญ่ในประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว รวม 208 สาขา แบ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต 154 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต 54 สาขา ขณะที่บิ๊กซี มินิ มีจำนวน 1,527 สาขา รวมถึงมีสาขาในฮ่องกงอีก 19 สาขา เป็นการขยายเครือข่ายค้าปลีกในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง