
นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า กกร.ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้ ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสงครามการค้า และกรณีความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน จึงคาดว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จะเติบโต 2.5-3%
ขณะที่การส่งออกเติบโตระดับ 0 ถึงติดลบ 2% เงินเฟ้อ 8-1.5% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ที่อาจยืนสูงที่ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เป็นเวลา 6 เดือน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ กกร.เกรงว่าจะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และภัยแล้งที่รุนแรงในปีนี้ อาจกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศ จึงเห็นว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการเพิ่มเติมดูแลภาวะเศรษฐกิจ
“ภาพรวมของเศรษฐกิจ ตลอดทั้งปีนี้มองว่า ยังมีปัจจัยบวกทั้งการที่รัฐบาลจะสามารถผ่านงบประมาณ เพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายได้ในเร็วๆนี้ เม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงการท่องเที่ยว ที่คาดว่ายังเติบโตท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ให้กับไทย”
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลควรมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม และ กกร.จะเสนอให้เร่งดำเนินการ 4 มาตรการ อาทิ ลดค่าใช้จ่าย เช่น ลดค่าไฟฟ้าให้เอสเอ็มอี ลงมาอีก 5% เป็นเวลา 1 ปี, เร่งรัดการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้รวดเร็วภายใน 30 วัน, ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรใหม่ เพื่อการผลิตในกลุ่มที่ประเทศไทย ผลิตเองไม่ได้ ลงเหลือ 0% เป็นเวลา 1 ปี, ลดการจ่ายเงินประกันสังคมของผู้ประกันสังคม ทั้งลูกจ้างและนายจ้างลง 50% เป็นเวลา 6 เดือน, ขอเสนอให้มีการขุดบ่อกักเก็บน้ำในรูปแบบของแก้มลิง ใน 70,000 หมู่บ้าน เพื่อช่วยแก้วิกฤติภัยแล้ง โดยใช้แรงงานในท้องถิ่น, เร่งการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค นอกเหนือจากการพัฒนาอีอีซี เช่น ภาคเหนือควรพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร ภาคอีสานพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว อาหารภาคใต้ พัฒนาให้เป็นเมืองอัจฉริยะและท่องเที่ยว อาหารฮาลาล เป็นต้น.