
กลุ่มเซ็นทรัล ทุ่มงบ 730 ล้านบาท ปั้นบิ๊กโปรเจค “POP Phuket” และ “Tops Wongamat” เจาะกำลังซื้อไฮเอนด์ใจกลางเชิงทะเลและวงศ์อมาตย์ มุ่งสร้าง Lifestyle Ecosystem ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตระดับพรีเมียม รองรับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงและ Expat เตรียมเปิดให้บริการภายในปี 2569
“ธุรกิจค้าปลีก” และ “อสังหาริมทรัพย์” ทั่วโลกเผชิญโจทย์ธุรกิจที่ท้าทายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ต้นทุนการพัฒนาโครงการที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้น “การขายสินค้าเพียงอย่างเดียว” ไปสู่ “การส่งมอบประสบการณ์” ซึ่งกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการมัดใจผู้บริโภคยุคนี้
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายดังกล่าว “กลุ่มเซ็นทรัล” ได้ขยับเกมธุรกิจครั้งสำคัญอีกครั้ง ผ่านบทบาทของ Central Land Development หรือ เซ็นทรัล แลนด์ฯ หน่วยงานที่เปรียบเสมือนเป็น “มันสมอง” ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่ม โดยได้รับภารกิจชิ้นสำคัญในการมองหาและสร้างสรรค์โอกาสใหม่ๆ จากแลนด์แบงก์จำนวนมหาศาลที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
เซ็นทรัล แลนด์ฯ จึงถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่มีหน้าที่ดูแลและบริหารจัดการที่ดิน รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโออันหลากหลายและครอบคลุมของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ไม่อยู่ภายใต้การดูแลเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ เซ็นทรัล รีเทล (CRC) ปัจจุบันมี 11 โครงการที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นแลนด์มาร์กใจกลางเมืองและย่านธุรกิจอย่าง จิวเวลรี่เทรด เซ็นเตอร์, เซ็นทรัลสีลม ทาวเวอร์, แพลทฟอร์ม วงเวียนใหญ่, ไชน่าเวิลด์, หัวหมาก เซ็นเตอร์, มาร์เก็ตเพลส วงศ์สว่าง, บ้านสีลม และท็อปส์ มาร์เก็ต เพลส อุดมสุข
ตลอดจนโครงการเดสติเนชันในเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่สร้างสรรค์อย่าง ปอร์โต เดอ ภูเก็ต, ตลาดจริงใจ เชียงใหม่ และเซ็นทรัล ดิ ออริจินัล สโตร์ รวมไปถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์และที่ดินผืนศักยภาพสูงอีกมากมายทั่วประเทศ
การเคลื่อนไหวของ เซ็นทรัล แลนด์ฯ จึงไม่ใช่เพียงแค่การบริหารจัดการสินทรัพย์ในมือเท่านั้น แต่เป็นการนำเอาศักยภาพของที่ดินแต่ละทำเลมาตีความใหม่ เพื่อพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิต และสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงใจผู้บริโภคในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
อย่างล่าสุด ได้มีการทุ่มงบกว่า 730 ล้านบาท เปิดตัว 2 โครงการคอมมูนิตี้มอลล์รูปแบบใหม่ “POP Phuket” (ย่านเชิงทะเล) และ “Tops Wongamat” (ย่านวงศ์อมาตย์ พัทยา) มุ่งสร้าง Lifestyle Ecosystem ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตระดับพรีเมียม รองรับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงและชาวต่างชาติ (Expat) โดยเตรียมเปิดให้บริการภายในปี 2569
พงศ์ ศกุนตนาค กรรมการผู้จัดการใหญ่ เซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัล มีที่ดินอยู่จำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น และหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ บางส่วนถูกนำไปใช้โดยบริษัทในเครือแล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่อยู่ระหว่างการมองหา “ศักยภาพที่เหมาะสมที่สุด” ในการพัฒนา
โดย เซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ บริหารแลนด์แบงก์ของกลุ่มเซ็นทรัลกว่า 100 แปลง ขนาดตั้งแต่ 10 ไร่ ไปจนถึงแปลงขนาดใหญ่ 300-400 ไร่ อาทิ รังสิต หรือแม้กระทั่ง คลอง 4 ซึ่งแนวคิดสำคัญของทีมไม่ใช่การเร่งพัฒนาให้เร็วที่สุด แต่คือการเลือก “Use” ที่เหมาะสมที่สุดกับโลเคชันนั้น
ภูเก็ตยังคงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะย่านเชิงทะเลฝั่งตะวันตกที่มีสัดส่วนผู้อยู่อาศัยเป็นชาวต่างชาติ (Expat) สูงถึง 80% ควบคู่กับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง
ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 300 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการรวม (GBA) 5,490 ตารางเมตร POP Phuket ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Playful Destination เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ "ตำบลเชิงทะเล" อำเภอถลาง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นทำเลทองที่มีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีอย่างต่อเนื่องกว่า 20,000 ยูนิต และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 18.8% ต่อปี
การลงทุนครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของกลุ่มเซ็นทรัลต่อแนวโน้มการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น โดยจังหวัดภูเก็ต ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 14.1 ล้านคนต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวราว 540,000 – 550,000 ล้านบาทต่อปี
“เราพัฒนา POP Phuket ให้เป็นมากกว่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เป็น ‘Life Ecosystem’ โดยโครงการจัดสรรพื้นที่กว่า 60% เป็นโซนอาหารและเครื่องดื่ม ครอบคลุมร้านอาหาร คาเฟ่ และซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งไทยและนานาชาติ รวมทั้งนำ Tops ในรูปแบบ Fine Food และร้านอาหารระดับแม่เหล็ก อาทิ Aquila, Campus Coffee Roasters และ Spice House อีก 40% ถูกออกแบบให้เป็น Vibrant Tenant Mix ของร้านค้าพรีเมียมและบริการด้านไลฟ์สไตล์ อาทิ ร้านสเปเชียลตี้ สปาและความงาม”
สำหรับ POP Phuket ถือเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งที่ 2 ของกลุ่มเซ็นทรัลในย่านเชิงทะเล ถัดจาก Porto de Phuket (ปอร์โต เดอ ภูเก็ต) ที่เปิดให้บริการในปี 2562 โดยในระยะถัดไป กลุ่มเซ็นทรัลมีแผนพัฒนาปอร์โต เดอ ภูเก็ต ในเฟสที่ 2 เพื่อขยายพื้นที่
โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดผู้ใช้บริการได้มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าชาวต่างชาติประมาณ 80% และคนไทย 20% มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2569
ตั้งอยู่ย่านวงศ์อมาตย์ พัทยา ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Prime Area ที่มีศักยภาพสูง รายล้อมด้วยโรงแรมระดับ 4-5 ดาว และคอนโดมิเนียมหรู มีจำนวนนักท่องเที่ยวราว 19-22 ล้านคนต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวประมาณ 220,000 ล้านบาทต่อปี
โดย Tops Wongamat มีมูลค่าการลงทุนกว่า 430 ล้านบาท พัฒนาภายใต้แนวคิด Premium Neighborhood Lifestyle Mall บนพื้นที่โครงการรวม หรือ GBA ขนาด 4,711 ตารางเมตร ในย่านวงศ์อมาตย์
พงศ์ กล่าวเสริมว่า Tops Wongamat (ท็อปส์ วงศ์อมาตย์) เป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและโรงแรมเซ็นทารา โดยกลุ่มเซ็นทรัล เล็งเห็นถึงศักยภาพของทำเลซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya
โดย ท็อปส์ วงศ์อมาตย์ ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Neighborhood Lifestyle Open Mall ชั้นเดียว 80% เป็นโซนร้านอาหาร และคาเฟ่ทั้งไทยและนานาชาติ ซูเปอร์มาร์เก็ต อีก 20% ถูกออกแบบให้เป็น curated mix คัดสรรร้านค้าพรีเมียมและบริการด้านไลฟ์สไตล์ อาทิ ร้านสเปเชียลตี้ สปาและความงาม
ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการทั้งสองแห่งให้เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตและพื้นที่เชื่อมโยงผู้คนในทำเลศักยภาพ กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่า POP Phuket และ Tops Wongamat จะก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ พงศ์ เผยวิธีคิดของ เซ็นทรัล แลนด์ฯ ที่แตกต่างจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป เพราะไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “อยากสร้างอะไร” แต่เริ่มจาก “ที่ดินผืนนี้ควรเป็นอะไร” เพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุด ทั้งในเชิงธุรกิจและการเชื่อมโยงกับระบบนิเวศของกลุ่มเซ็นทรัล
“บางโครงการอาจพัฒนาเอง บางโครงการอาจร่วมมือกับพันธมิตร หรือบางแห่งอาจดึงยูนิตต่าง ๆ ในเครือเซ็นทรัลเข้ามาร่วมสร้างระบบนิเวศร่วมกัน ทั้งโรงแรม รีเทล ไลฟ์สไตล์ หรือธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นบริษัทใดบริษัทหนึ่งในเครือเท่านั้น”
ตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัด คือ Central Festival Phuket ซึ่งเริ่มต้นจากการพัฒนาโดยทีมลักษณะเดียวกัน ก่อนจะเติบโตและเชื่อมโยงกับโครงการอื่นในภายหลัง จนกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของภูเก็ตในปัจจุบัน
และเมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ผู้บริหาร มองว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ชอบความรวดเร็ว ร้านค้าขนาดเล็ก ประสบการณ์เฉพาะตัว และสิ่งที่ “มีเอกลักษณ์” มากกว่าความใหญ่โตแบบเดิม ร้านอาหารคือหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด เพราะจากอดีตที่เน้นเพียงรสชาติ วันนี้ลูกค้าต้องการทั้งดีไซน์ บรรยากาศ การบริการ และประสบการณ์ที่น่าจดจำ
ในอีกด้านหนึ่ง เทรนด์ Luxury ก็ยังถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในอนาคต แม้โลกจะเปลี่ยน แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับแบรนด์และประสบการณ์ระดับพรีเมียม ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงการใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
สำหรับแผนในระยะ 3 ปีจากนี้ พงศ์ เน้นย้ำว่า เซ็นทรัล แลนด์ฯ ไม่ได้ตั้งเป้าตัวเลขลงทุนมหาศาลแบบตายตัว แต่จะมองตาม “โอกาสทางธุรกิจ” เป็นหลัก หากมีโปรเจกต์ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ ก็พร้อมตัดสินใจและเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญขององค์กรที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะสามารถตัดสินใจได้เร็วและยืดหยุ่นกว่าบริษัทมหาชนทั่วไป
ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงว่ากลุ่มเซ็นทรัลจะพัฒนาอะไรต่อไป แต่คือ “วิธีคิด” เบื้องหลังการพัฒนาเหล่านั้น เพราะในวันที่ธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถแข่งขันด้วยพื้นที่หรือขนาดได้อีกต่อไป ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่มีที่ดินมากที่สุด แต่คือคนที่สามารถเปลี่ยนที่ดินให้กลายเป็นประสบการณ์และระบบนิเวศที่ผู้คนอยากกลับมาใช้ชีวิตซ้ำแล้วซ้ำอีกได้มากกว่า
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney