
นายมารวย ตั้งมิตรประชา กรรมการบริหาร บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจวัสดุก่อสร้างกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ขยับเกิน 50 บาทต่อลิตร ส่งผลต่อต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่การขนส่งสินค้า โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างที่มีน้ำหนักมาก ค่าบริการทีมช่างที่ต้องไปทำหน้างาน ไปจนถึงต้นทุนการผลิตในโรงงาน ทำให้ราคาสินค้ามีแนวโน้มปรับสูงขึ้นและกระทบกำลังซื้อผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม บริษัทเลือกใช้แนวทางบริหารต้นทุนเพื่อประคองตลาด โดยสามารถตรึงราคาสินค้าได้ประมาณ 40% ของสินค้าทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน พร้อมพยายามรักษาค่าบริการให้อยู่ในระดับเดิม
ขณะเดียวกันเร่งทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคา และดูดซับต้นทุนส่วนเพิ่มบางส่วน ไม่ให้ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคทั้งหมดในทันที
นายมารวยกล่าวว่า ภายใต้ต้นทุนพลังงานที่ยังผันผวน การรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนกับราคาขายเป็นโจทย์สำคัญ โดยต้องบริหารทั้งซัพพลายเชนและความร่วมมือกับคู่ค้า เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันและประคองกำลังซื้อในช่วงเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
“ดูโฮมไม่ได้แบกรับต้นทุนเพียงฝ่ายเดียว แต่ใช้วิธีทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ เจรจาต้นทุนและทำโปรโมชั่นร่วมกัน เพื่อไม่ให้ภาระถูกผลักไปยังราคาขายปลีกทั้งหมด” นายมารวยกล่าว
ทั้งนี้ ก่อนหน้าจะเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยเฉพาะภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐยังทรงตัว แม้ปีที่ผ่านมาเผชิญภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว แต่บริษัทยังสามารถทำรายได้รวมกว่า 30,000 ล้านบาท และมียอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 1%
สำหรับตลาดวัสดุก่อสร้างโดยรวมมีมูลค่าประมาณ 170,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มโมเดิร์นเทรดมีสัดส่วนเพียง 20% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งยังมีโอกาสการเติบโตที่ยังเปิดกว้าง
นายมารวย กล่าวว่า หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตดูโฮม มาจากการให้สินเชื่อทางการค้าแก่ลูกค้ากลุ่มมืออาชีพในภาคก่อสร้างและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีผู้รับเหมาเป็นฐานหลัก ปัจจุบันยังมีสัดส่วนราว 30% ของรายได้รวม ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับแข็งแกร่ง มีหนี้เสียเกือบเป็นศูนย์
ทั้งนี้ บริษัทมีทีมสินเชื่อเฉพาะทางกว่า 40 คน ติดตามและประเมินลูกค้าเป็นรายบุคคลอย่างใกล้ชิด พร้อมกำหนดวงเงินที่เหมาะสม โดยบางรายได้รับวงเงินสูงถึง 30–40 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องและการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
“บริษัทได้ปรับกลยุทธ์จากผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง สู่การพัฒนา “อีโคซิสเต็มเรื่องบ้าน” มุ่งกลุ่มลูกค้าเจ้าของบ้านมากขึ้น ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนราว 40–50% ของยอดขาย สอดคล้องกับเทรนด์รีโนเวตในช่วงตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ” นายมารวยกล่าว
พร้อมขยายบริการผ่านทีม “นายช่าง” ครอบคลุมตั้งแต่งานติดตั้ง ซ่อมแซม ไปจนถึงต่อเติมที่ให้บริการครบตั้งแต่ติดตั้งแอร์ การต่อเติม ซ่อมแซม ไปจนถึงกำจัดปลวก โดยมี Nai Chang Academy เป็นโรงเรียนรับรองมาตรฐานช่าง
ขณะเดียวกัน บริษัทตอกย้ำจุดแข็ง “ครบ ถูก ดี” โดยเฉพาะความเป็นผู้นำด้านราคา พร้อมขยับบทบาทจากร้านวัสดุก่อสร้างราคาส่ง สู่ “เครื่องมือสร้างกำไร” ผ่านแคมเปญ “แค่มาก็กำไร” ยกระดับความหมายของ “ราคาส่ง” ให้เป็นกลไกเพิ่มผลตอบแทนที่วัดผลได้จริง ทั้งด้านต้นทุน เวลา และประสิทธิภาพ ควบคู่แนวคิด “ความชัวร์” ที่ช่วยคุมงบ ลดความเสี่ยง และไม่มีต้นทุนแฝง
“กลยุทธ์นี้เจาะ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ช่างและผู้รับเหมาที่ต้องการงานจบไวคุมต้นทุน ร้านค้าช่วงที่เน้นสต็อกพร้อมและกำไรต่อเนื่อง และเจ้าของบ้านที่มองหาความคุ้มค่าเกินราคา สะท้อนภาพดูโฮมในฐานะพันธมิตรที่ช่วยสร้างกำไรและความคุ้มค่าได้จริงในทุกมิติ
รวมทั้งการควบคู่การพัฒนาสินค้า Private Label กว่า 20,000 รายการ เพื่อควบคุมคุณภาพและต้นทุน พร้อมยกระดับบริการด้วยผู้เชี่ยวชาญ เช่น วิศวกรและสถาปนิกประจำสาขา
พร้อมกันนี้ ดูโฮมเร่งขยายเครือข่ายสาขา ปัจจุบันมีสาขาขนาดใหญ่ เน้นสินค้าครบวงจร เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือช่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า พื้นที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับโครงการใหญ่และผู้รับเหมา 27 แห่ง
และเดินหน้าขยายรูปแบบ Dohome To Go ในชุมชนรูปแบบร้านสะดวกซื้อขนาดกะทัดรัด ตอบโจทย์ชุมชน ซ่อมแซมด่วน สินค้าจำเป็น 100-200 รายการ เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้า ประปา ตั้งเป้าเพิ่มอีก 20 สาขาในปีนี้ โดยให้บริการซ่อมแซมฉุกเฉินภายใน 3 ชั่วโมง รวมถึงพัฒนาโมเดลฟอร์แมตขนาดกลาง (Medium Format) ขนาด 13,000–15,000 ตารางเมตร เพื่อเจาะตลาดอำเภอขนาดกลางที่สาขาใหญ่ยังเข้าไม่ถึง
นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนา Omni-channel เชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ โดยปัจจุบันมีฐานสมาชิก Loyalty Platform กว่า 4 ล้านราย ใช้วิเคราะห์พฤติกรรมซื้อแบบ 360 องศา ระบบคะแนนถูกออกแบบให้จูงใจลูกค้าแต่ละกลุ่มต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นช่างที่ได้คะแนน 3 เท่า หรือการซื้อออนไลน์ที่ได้ถึง 5 เท่า แม้ยอดขายออนไลน์ยังอยู่ที่ 2% ของรายได้รวม แต่ถือเป็นช่องทางที่กำลังเติบโตสูงมาก