
นายณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมร้านอาหารไทยปี 2569 คาดว่าจะเติบโต 2–3% จากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยมูลค่าตลาดคาดแตะ 600,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีมูลค่า 570,000 ล้านบาท ที่เติบโต 4–5% จากปีก่อนหน้า
แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น แต่ตลาดยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงโควิด-19 ที่เคยหดเหลือราว 400,000 ล้านบาท สะท้อนว่าอาหารยังเป็นการใช้จ่ายจำเป็น ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เปลี่ยนจากการบริโภคเพื่อความอิ่ม สู่การเลือกแบรนด์ที่สะท้อนภาพลักษณ์และต่อยอดบนโซเชียลมีเดียได้
การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรงจากผู้เล่นรายใหม่ โดยเฉพาะแบรนด์ต่างชาติที่เร่งขยายตัวต่อเนื่อง กลุ่มแบรนด์จีนถูกจับตามองเป็นพิเศษ หลังรุกหลายเซกเมนต์ ทั้งชาบู หม้อไฟ ชานม และคาเฟ่ ด้วยความได้เปรียบด้านซัพพลายเชน ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ต่ำและตั้งราคาขายได้แข่งขันกว่า กดดันผู้ประกอบการในประเทศโดยตรง
CRG จึงปรับเกมจากการแข่งขันด้านราคา มาสร้างมูลค่าให้แบรนด์และรูปแบบร้าน พร้อมใช้กลุ่ม Joint Venture (JV) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ภายใต้พอร์ตแบรนด์ทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ ส้มตำนัว ชินคันเซ็น ซูชิ ราเมง คาเก็ตสึ และคีอานิ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มอีก 2–3 แบรนด์ในปี 2569 เพื่อกระจายความเสี่ยงและขยายฐานลูกค้า
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าปรับโมเดลร้านเพื่อเพิ่มยอดขายต่อสาขา เช่น การทดลอง KFC รูปแบบ “Smart Box” ในทำเลขนาดเล็กทราฟฟิกสูง รวมถึงการรีเฟรชแบรนด์เดิม โดย “มิสเตอร์ โดนัท” ช่วยดันยอดขายสาขาใหม่เพิ่ม 31% และ “คัตสึยะ” รูปแบบแฟลกชิปที่ยอดขายเพิ่ม 16.7%
ในกลุ่มอาหารญี่ปุ่น บริษัทเปิดตัวแบรนด์ “โอโตยะ โทคุเซ็น” เจาะตลาดพรีเมียม และเตรียมขยายแบรนด์ “โอกิ” ในกลุ่มชาบู–สุกี้ ขณะที่ “คัตสึมิโดริ ซูชิ” เดินหน้าขยายสาขา หลังตอบรับตลาดดี โดยวางตำแหน่งเป็นซูชิคุณภาพญี่ปุ่นในราคาที่เข้าถึงได้
นอกจากนี้ CRG ยังเร่งสร้างการเติบโตเชิงคุณภาพ ผ่านหน่วย “Delicious Lab” พัฒนาเมนูใหม่และแคมเปญ เพื่อเพิ่มยอดขายต่อสาขา พร้อมชี้ว่าเทรนด์ร้านอาหารปี 2569 จะเห็นโมเดลใหม่มากขึ้น ทั้งบุฟเฟต์เฉพาะทาง ร้านสำหรับลูกค้าเดี่ยว และคาเฟ่ราคาจับต้องได้
สำหรับแผนลงทุนปีนี้ บริษัทวางงบ 1,400 ล้านบาท แบ่งเป็นเปิดสาขาใหม่ 900 ล้านบาท และรีโนเวทร้านเดิม 220 ล้านบาท ควบคู่การขยายตามศูนย์การค้าในเครือ พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 19,300 ล้านบาท เติบโต 14% และขยายสาขาใหม่ 140–160 แห่ง
กลุ่มที่ยังเติบโตได้ดี ได้แก่ ชาบูราคาคุ้มค่า อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารญี่ปุ่น ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญทั้งคุณภาพและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การแชร์บนโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงยังอยู่ที่ราคาน้ำมันและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบนำเข้า โดยเฉพาะอาหารทะเล บริษัทจึงบริหารสต็อกล่วงหน้า 2–3 เดือน เพื่อชะลอการปรับราคาให้นานที่สุด และวางเป้าเป็นรายสุดท้ายในตลาดที่ปรับขึ้นราคา
นายณัฐ กล่าวว่า หากต้นทุนยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการใช้จ่ายหรือหันไปเลือกสินค้าราคาย่อมเยา (Down-trade) มากขึ้น ซึ่งบริษัทยังสามารถรองรับได้จากพอร์ตแบรนด์ที่ครอบคลุมหลายระดับราคา