นมทางเลือก ไม่ได้ดื่มแค่คนแพ้นมวัว แพงกว่าคนยอมจ่าย ดันตลาดโต 4.2 พันล้าน ผู้เล่นเร่งชิงตลาด Mass

Business & Marketing

Marketing & Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

นมทางเลือก ไม่ได้ดื่มแค่คนแพ้นมวัว แพงกว่าคนยอมจ่าย ดันตลาดโต 4.2 พันล้าน ผู้เล่นเร่งชิงตลาด Mass

Date Time: 2 เม.ย. 2569 18:36 น.

Video

ดีเบต! หวยใบเสร็จ SMEs VS เศรษฐีเงินล้าน ใครจะพาไทยรอดจากวิกฤติปากท้อง? | Money Issue EP.45

Summary

ตลาดนมพืชไทยเตรียมแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 69 “ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์” เร่งส่งแบรนด์ Wholly Nuts ลงชิงเค้กกลุ่ม Mass ด้วยราคาย่อมเยาและกลยุทธ์พรีเซนเตอร์ "บิวกิ้น" หวังขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มรักสุขภาพสู่คนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ 

ท่ามกลางกระแสสุขภาพที่ยังคงแรงดีไม่มีตก ตลาดนมทางเลือก (Alternative Milk) ในประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิที่หอมหวานและเต็มไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่ โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกจะแตะ 4,200 ล้านบาทภายในปี 2569 และเติบโตเฉลี่ย 5-10% ต่อปี 

ซึ่งเติบโตเร็วกว่านมวัว โดยมี “นมอัลมอนด์” ครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ 50% ตามมาด้วยนมข้าวโอ๊ตที่กำลังเป็นดาวรุ่ง แม้จะดูเหมือนตัวเลขไม่หวือหวาเท่าช่วงหลังโควิดใหม่ๆ แต่ในแง่ของ “โครงสร้างตลาด” นั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก

จาก Soy Milk สู่ Nut & Grain Milk

เพราะเดิมทีตลาดนี้ถูกครองโดย “นมถั่วเหลือง” มายาวนาน แต่ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มมองหาตัวเลือกใหม่ที่มีแคลอรีต่ำกว่าและรสชาติพรีเมียมกว่า ทำให้ นมอัลมอนด์ และ นมข้าวโอ๊ต หรือนมพิตาชิโอ กลายเป็นพระเอกที่เข้ามาดึงส่วนแบ่งการตลาดอย่างรวดเร็ว

และหากสงสัยว่าทำไมตลาดนี้จึงกลายเป็นสมรภูมิที่แข่งขันกันดุเดือด นั่นก็เพราะ นมพืชถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Premium Beverage ผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะจ่าย ในราคาที่สูงกว่านมวัวปกติ 1.5 - 2 เท่า การวางตำแหน่งสินค้าเป็น “Lifestyle Brand” มากกว่าแค่ “Commodity” ทำให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสในการทำกำไรได้ดีกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

การแข่งขันที่เน้นสงครามราคาและรสชาติ

ขณะเดียวกันนมทางเลือกไม่ได้ขายแค่บนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ได้กลายเป็น “วัตถุดิบมาตรฐาน” ในคาเฟ่และร้านกาแฟทั่วโลก เมื่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเติบโต ร้านกาแฟจึงต้องการ Option นมทางเลือกเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Lactose Intolerant (แพ้นมวัว) และกลุ่ม Vegan การมีแบรนด์นมทางเลือกติดพอร์ต จึงเท่ากับการได้ขยายธุรกิจไปในห่วงโซ่ของธุรกิจคาแฟ่ที่กำลังรุ่งเรือง

ปัจจุบันตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “Mass Adoption” หมายความว่านมทางเลือกไม่ใช่ของแปลกใหม่สำหรับคนเมืองอีกต่อไป การแข่งขันจึงเปลี่ยนจาก “การสร้างการรับรู้” ไปสู่ “สงครามราคาและรสชาติ” ซึ่งราคาต้องลงมาสู้ได้ จึงทำให้หลายๆ แบรนด์เร่งปรับเกมเพื่อช่วงชิงกำลังซื้อและเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคยุคนี้ 

เช่นเดียวกันกับแบรนด์ผู้บุกเบิกอย่าง “137 Degrees” ภายใต้การนำของ “บริษัท ซิมเพิล ฟู้ดส์ จำกัด” ไม่ได้หยุดนิ่งเพียงแค่ความสำเร็จเดิม ล่าสุดได้ออกมาเปิดเผยกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าผ่านแบรนด์ “Wholly Nuts” (โฮลี่ นัทส์) ที่เน้นภาพลักษณ์เข้าถึงง่าย ราคาเป็นมิตรเพียง 20 กว่าบาท เพื่อเจาะฐานลูกค้ากลุ่ม Mass ที่เคยดื่มนมถั่วเหลืองราคาประหยัดให้ข้ามฝั่งมาดื่มนมอัลมอนด์ พร้อมการตลาดแนวใหม่ที่ดึง “บิวกิ้น พุฒิพงศ์” มาสร้างสีสันหวังเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ พร้อมกับดึงลูกค้ากลุ่ม Mass ที่เคยดื่มนมถั่วเหลืองราคาประหยัดให้ข้ามฝั่งมาดื่มนมอัลมอนด์

อริสา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ Wholly Nuts จะอยู่ในตลาดเพียงไม่กี่ปี แต่ในปีนี้ถือเป็นการรุกตลาดอย่างเต็มตัวในฐานะแบรนด์ลูกที่วางตำแหน่งทางการตลาดให้แตกต่างจากแบรนด์พรีเมียมอย่าง 137 Degrees โดยเน้นความเป็น "Daily Use" ที่ดื่มง่ายและราคาย่อมเยา ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ นมอัลมอนด์ และนมพิสตาชิโอ ในขนาด 180 มล. ราคา 23 บาท สำหรับพกพา และขนาด 1 ลิตร ราคา 99 บาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่แข่งขันได้ดีเยี่ยมในตลาดนมพืชปัจจุบัน

จากเดิมที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) จนถึงวัยทำงาน อายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป แต่หลังจากการรีแบรนด์และทำการตลาดเชิงรุก พบว่าฐานลูกค้าขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่เด็ก ผู้ปกครอง ไปจนถึงผู้สูงอายุ ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสในการใช้แบรนด์นี้เป็น "ประตูบานแรก" เพื่อ educate ผู้บริโภคให้หันมาดื่มนมทางเลือกมากขึ้น

นมทางเลือกยังโต Double Digit 

“แนวโน้มตลาดนมทางเลือกทั้งในไทยและทั่วโลกยังเติบโตในระดับ Double Digit โดยมีปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการลดน้ำตาล งดแลคโตส และการเติบโตของกลุ่ม flexitarian ส่งผลให้ตลาดยังอยู่ในช่วง Growth Phase และมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในระยะยาว”

อริสา กล่าวต่อว่า บริษัทวางกลยุทธ์รับมือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นด้วยมุมมองเชิงบวก โดยมองว่าการมีผู้เล่นมากขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตของตลาด แต่ยังคงยึดแนวทาง “ไม่แข่งขันด้านราคา” และมุ่งเน้นสร้าง Value ที่แตกต่างผ่านคุณภาพสินค้าและประโยชน์ต่อสุขภาพที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง จุดแข็งของเราคือการเป็นผู้บุกเบิกตลาด มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในผลิตภัณฑ์ plant-based milk และมี positioning ที่ชัดเจนในระดับพรีเมียม ทั้งด้านคุณภาพวัตถุดิบจากถั่วเต็มเมล็ดและมาตรฐานการผลิต ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว

ปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ นมอัลมอนด์ นมพิสตาชิโอ นมแมคคาเดเมีย นมวอลนัท และนมโปรตีนสูง โดยกลุ่มนมอัลมอนด์ยังคงเป็นรายได้หลัก ขณะที่โครงสร้างรายได้มาจากตลาดในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วน 50:50 และมีการส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกใน 5 ทวีป

“แม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเดินเรือในตะวันออกกลาง ที่ทำให้การขนส่งล่าช้าไปบ้าง แต่บริษัทยังคงเดินหน้าบริหารจัดการ Resource และรักษามาตรฐานความยั่งยืนร่วมกับคู่ค้าอย่างเคร่งครัด”

ธนภูมิ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวเสริมว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นทั้งการขยายตลาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เนื่องจากมั่นใจว่าตลาดนมทางเลือกยังมีศักยภาพเติบโตอีกมากในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า และบริษัทจะยังคงรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ควบคู่กับการขยายตลาดต่างประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์ชัดเจน และการยกระดับมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง

พลัง Collaboration และการตลาดแบบ Collectable

สำหรับไฮไลต์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นคือโปรเจกต์ Special Collaboration ร่วมกับ "บิวกิ้น พุฒิพงศ์" ซึ่งเตรียมเปิดตัวในรูปแบบกล่องดีไซน์พิเศษ โดยนำกิมมิกเรื่องคำศัพท์วัยรุ่น เช่นคำว่า "จึ้ง" หรือ "โดน" มาพิมพ์ลงบนบรรจุภัณฑ์ ให้แฟนคลับและผู้บริโภคสามารถนำกล่องมาเรียงต่อกันเพื่อสร้างความหมายใหม่ๆ เป็นการสร้างประสบการณ์แบบ Gamification และสะสม (Collectable) เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่องทางค้าปลีกอย่าง 7-Eleven ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2568 มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 อีก 10% แม้จะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่ในปีนี้คือ "ต้นทุน" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากราคาน้ำมันที่กระทบค่าขนส่ง ราคาวัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งผันผวนรายวันจากสถานการณ์สงครามและภูมิรัฐศาสตร์โลก บริษัทจึงต้องแก้เกมด้วยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า นานถึง 6 เดือน เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง

ขยายกำลังผลิต-บุกตลาดโลก 40 ประเทศ

และเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้ทุ่มงบประมาณ 100 ล้านบาทในการขยายโรงงานที่จังหวัดนครปฐม โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมประมาณ 1 ล้านลิตร เป็น 3.6 ล้านลิตรต่อเดือน ภายในปลายปีนี้  

และทั้งหมดนี้จึงฉายภาพให้เห็นชัดว่า ท่ามกลางกระแสคลื่นความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดและพิจารณาทุกการจับจ่ายอย่างถี่ถ้วน ทว่ากลุ่มสินค้าสุขภาพที่มี “Value for Money” อย่างชัดเจน จะยังคงเป็นกลุ่มที่ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง

บทสรุปของสมรภูมินมทางเลือกในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันที่เรื่องของราคา แต่คือการใช้กลยุทธ์ Brand Building ผ่านพรีเซนเตอร์ที่โดนใจ การสร้าง Innovation ใหม่ๆ และการยึดหัวหาดในตลาด B2B จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยแบรนด์นี้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในสมรภูมินมโลก

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ