
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2569 แกร็บจะยังเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 เน้นสร้างความสมดุลระหว่างการเข้าถึงตลาดลูกค้าทั่วไป (Mass) ด้วยราคาที่คุ้มค่า และการนำเสนอบริการระดับพรีเมียมจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ
“ปี 2568 ที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จจากการนำเสนอบริการที่หลากหลายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม จากเดิมที่แกร็บทำได้ดีมากในกลุ่มลูกค้าเจน Y เรากำลังเริ่มขยายฐานสู่ลูกค้าเจน Z หรือกลุ่มที่อายุต่ำลงมา เพื่อให้คนเหล่านี้เติบโตไปเป็นลูกค้าแกร็บต่อไป”
ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา แกร็บประสบความสำเร็จมากกับการขยายบริการเรียกรถในราคาประหยัด (SAVER) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่คนต้องรัดเข็มขัด ทำให้มีอัตราการใช้บริการโต 250% ขณะที่ฐานลูกค้าระดับพรีเมียมยังเติบโตได้ 90% เช่นเดียวกับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี ที่ทำแคมเปญและโปรโมชันตลอดปี ไม่ว่าจะเป็น ดีลลดแรงทุกวัน (Hot Deals) บริการส่งแบบประหยัด (SAVER Delivery) ทำให้ออเดอร์เพิ่ม 19% ยอดใช้จ่ายต่อลูกค้าต่อเดือนเพิ่ม 8% และการเติบโตของลูกค้าที่สั่งอาหารทุกวันเพิ่มขึ้น 37%
ขณะที่แคมเปญใหญ่รับต้นปี 2569 เปิดตัว “น้องเกล–แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์อายุน้อยที่สุด ในแคมเปญ “GrabFood MEGA GALE ถูกกว่าชัวร์” หลังเปิดตัว 25 ก.พ. 2569 พบปริมาณลูกค้าที่เข้ามาในแพลตฟอร์ม (ทราฟฟิก) เพิ่มขึ้นในระดับตัวเลข 2 หลัก (Double Digit) ช่วยขยายฐานลูกค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเจน X และเบบี้บูมสูงวัยที่ชื่นชอบน้องเกล
ทั้งนี้เมื่อปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับ 2% แต่เศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัวได้ 16% อยู่ที่มูลค่า 1.78 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี โตสูงกว่า 15% ขณะที่ Momentum Works ระบุตลาดฟู้ดเดลิเวอรีไทยปี 2568 มีมูลค่าที่ 162,000 ล้านบาท โต 22% จากปีก่อนหน้า มีผู้เล่น ได้แก่ แกร็บครองส่วนแบ่งตลาด 47% ไลน์แมนวงใน 41% ช้อปปี้ฟู้ด 10% ฟู้ดแพนด้า 2%
โดยบริการใหม่ที่จะทยอยเปิดตัว ประกอบด้วย บริการ Group Ride เรียกรถเป็นกลุ่ม, Grab Food Discover บริการชี้เป้าพร้อมรีวิวร้านดัง, ฟีเจอร์ Basket Builder ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งผ่าน GrabMart ด้วยการพิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการช้อปได้ในตะกร้าสินค้า, บริการสั่งอาหารตอนดึก (Night Consumption), แกร็บสำหรับเด็กนักเรียน และบริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่จะเปิดตัวในเดือนเม.ย. 2569
นางสาวจันต์สุดา ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำมันราคาสูงว่า แกร็บติดตามราคาน้ำมันมาโดยตลอด ขณะนี้พบว่าราคาขยับขึ้นมากกว่า 6% แล้ว นับตั้งแต่มีสงครามตะวันออกกลาง โดยได้อัดฉีดงบ 10 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือคนขับแกร็บแล้ว และยังไม่ต้องการผลักภาระให้ลูกค้า ที่สำคัญค่าโดยสารแกร็บถูกกำหนดเพดานราคาจากภาครัฐอยู่ ไม่สามารถขึ้นราคาได้ตามอำเภอใจ แต่หากที่สุดแล้วราคาน้ำมันยังทะยานขึ้นต่อเนื่อง อาจต้องพิจารณาทางออกอื่นๆ เช่น การเก็บค่าเซอร์ชาร์จ (Surcharge) เพิ่ม
ส่วนกรณีที่กรมขนส่งทางบกได้ขีดเส้นใต้ ให้ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบริการรถโดยสารสาธารณะหรือ Ride Sharing ต้องกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และการนำรถเข้าจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (หรือ รย. 17 และ รย. 18) ให้ถูกต้องนั้น แกร็บกำลังพยายามหาทางออกและช่วยเหลือผู้ขับขี่ให้มากที่สุด “ต้องยอมรับว่าการจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นระดับคันละ 40,000 - 50,000 บาท รวมการทำประกันชั้น 1 ทำให้ขณะนี้ภายใต้ระบบแกร็บมีคนขับและรถที่จดทะเบียนไปแล้วหลักหมื่น จากจำนวนรถในระบบทั้งหมดหลักแสน” นางสาวจันต์สุดา กล่าวในที่สุด