
หลังจากที่ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา” กระทรวงพาณิชย์ ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” (GI) ไทยในประเทศต่างๆหลายรายการ เพื่อขอรับความคุ้มครองแล้ว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 ก.พ.69 สหภาพยุโรป (EU) ได้เผยแพร่ประกาศขึ้นทะเบียน “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ของไทย เป็น GI ใน EU หลังไทยยื่นคำขอไว้เมื่อปี 66 เพราะเล็งเห็นว่า EU เป็นตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญ มีมูลค่าส่งออกเฉลี่ยกว่า 300 ล้านบาทต่อปี
ส่งผลให้มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี กลายเป็นสินค้า GI ไทยรายการแรกของราชบุรีที่ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ และเป็น GI ไทยลำดับที่ 5 ที่ได้ขึ้นทะเบียนใน EU ต่อจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กาแฟดอยตุง และกาแฟดอยช้าง เชียงราย
โดยปัจจุบัน มีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศแล้ว 11 รายการใน 33 ประเทศ ได้แก่ 1.ผ้าไหมยกดอกลำพูน ในอินเดียและอินโดนีเซีย 2.เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน จาก 20 จังหวัดภาคอีสาน ในเวียดนาม 3.ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จาก 5 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ ใน EU มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 4.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงใน EU มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
5.กาแฟดอยตุง ใน EU ญี่ปุ่น และกัมพูชา 6.กาแฟดอยช้าง ใน EU และญี่ปุ่น 7.ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง นครศรีธรรมราช ในมาเลเซีย 8.ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในเวียดนาม 9.มะขามหวานเพชรบูรณ์ ในเวียดนาม 10.สับปะรดห้วยมุ่น อุตรดิตถ์ ในญี่ปุ่น และ 11.มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ใน EU
การขึ้นทะเบียน GI มะพร้าวน้ำหอมราชบุรีใน EU นี้จะมีผลดีต่อการส่งออก โดยช่วยป้องกันแอบอ้างชื่อสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคที่จะบริโภค GI ของแท้ รวมถึงช่วยขยายโอกาสทางการค้าไปยัง 27 ประเทศสมาชิก EU และยังสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทยที่จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
สำหรับมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มีแหล่งผลิตในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองราชบุรี ดำเนินสะดวก วัดเพลง บ้านโป่ง บางแพ ปากท่อ และโพธาราม ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มและราบลุ่มต่ำ ดินร่วนปนดินเหนียว ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีฝนตกสม่ำเสมอ และมีแม่น้ำแม่กลองเป็นแม่น้ำสายหลัก สภาพดินและน้ำจึงเหมาะสมต่อการปลูกมะพร้าวน้ำหอม
ทำให้ผลผลิตมีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ เปลือกสีเขียวสด ก้นจีบ ตรงกลางผลป่องกลม มีรสชาติหวาน และมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย เนื้อมะพร้าวหนาสองชั้น และมีลักษณะอ่อนนุ่ม ให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยในปี 68 มีปริมาณผลผลิต 550 ล้านลูก มูลค่าการจำหน่ายในประเทศ 276 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออกกว่า 5,244 ล้านบาท คาดว่า หลังจากขึ้นทะเบียนที่ EU แล้วจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีกมาก
ความสำเร็จนี้ ไม่เพียงช่วยขยายตลาดส่งออก ยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดพรีเมียมระดับโลก แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าระยะยาว.
ฟันนี่เอส