
KAMU KAMU เดินหน้าสู่ปีที่ 15 เผยยอดขายไตรมาสแรกโต 30% ปักธงรายได้ 1,000 ล้านบาท ขยาย 300 สาขา ใน 3 ปี ต่อยอด “ชา” สู่แกนหลักการเติบโต
ในสมรภูมิมูลค่าตลาดเครื่องดื่มกลุ่มชาในประเทศไทยปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 26,000 ล้านบาท โดยมีเซกเมนต์ชานมไข่มุก (Bubble Tea) เติบโตแข็งแกร่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาทชื่อของ “KAMU KAMU” (คามุ คามุ) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านชานมไข่มุกทั่วไป แต่คือแบรนด์ไทยหัวใจญี่ปุ่นที่พิสูจน์ตัวเองผ่านกาลเวลามานานกว่า 15 ปี
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ คามุ คามุ ก่อตั้งขึ้นในปี 2554 โดย “ทินกฤต สินทัตตโสภณ” และ “รณิดา สินทัตตโสภณ” ที่เริ่มต้นจากความ “ไม่ชอบ” กินชานมไข่มุกในตอนแรก เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการทานไข่มุกในต่างประเทศที่เหนียวเคี้ยวจนเมื่อยกราม ทำให้รู้สึกเข็ดขยาดกับเครื่องดื่มชนิดนี้
แต่ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกตามสำนวนที่ว่า "เกลียดอะไรได้อย่างนั้น" เมื่อเขาตัดสินใจนำความไม่ชอบนั้นมาเปลี่ยนเป็นพลังในการสร้างสรรค์แบรนด์ชาที่ "แตกต่าง" เพื่อลบภาพจำเดิมๆ ที่เขาเคยเจอ ผ่านการเดินทางไปเรียนรู้ศิลปะการชงชาไกลถึงญี่ปุ่นและจีนเป็นเวลาร่วมเดือน เพื่อเฟ้นหารสชาติที่ใช่และแตกต่าง
จนกลายมาเป็นภาพจำแรกของคามุ คามุ ที่เริ่มแรกมีเพียงร้านขนาดเล็ก 4 ตารางเมตร ณ อาคาร Interchange เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2011 จากยอดขาย 15,000 แก้วในวันวาน พัฒนาสู่นวัตกรรมเครื่องดื่มที่ครองใจผู้บริโภค ผ่านสาขามากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ และมียอดจำหน่ายสูงถึง 1 ล้านแก้วต่อเดือนในปัจจุบัน
วันนี้ KAMU KAMU กำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม กับเป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาท และยุทธศาสตร์การเป็น "Tea Specialist" ที่พร้อมจะปักธงแบรนด์ไทยให้ขยายไปทั่วภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้แบรนด์นี้ยืนหยัดและเติบโตอย่างก้าวกระโดดท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด?
ทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 มียอดขายเติบโต 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มเครื่องดื่มชามีอัตราการเติบโต 40% สูงกว่าการเติบโตของหมวดเครื่องดื่มโดยรวมของแบรนด์ที่ 10% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดเครื่องดื่ม
ด้านโครงสร้างรายได้ของ KAMU KAMU กลุ่มชานมไข่มุกยังคงเป็นเมนูหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 60% ของยอดขาย ขณะที่กลุ่มชา เช่น ชาไทย มัทฉะและชาอื่น ๆ คิดเป็น 20% และกลุ่มเครื่องดื่มอื่น ๆ คิดเป็น 20% สะท้อนให้เห็นว่า “ชา” ไม่ได้เป็นเพียงรากฐานของแบรนด์ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดพอร์ตสินค้าและขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป
ทินกฤต กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความพรีเมียม คุณภาพของวัตถุดิบ และประสบการณ์ในการดื่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภควัยทำงานและคนรุ่นใหม่ ซึ่งจากฐานข้อมูลลูกค้าของ KAMU KAMU พบว่ามีสัดส่วนรวมกว่า 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด การยกระดับ ‘ชา’ ให้เป็นหัวใจของแบรนด์จึงเป็นทั้งการต่อยอดจากจุดแข็งเดิม และเป็นทิศทางสำคัญของการเติบโตในอนาคต
รวมทั้งด้วยแรงส่งจากการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัย และเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น ควบคู่กับจุดแข็งด้านคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
ซึ่ง คามุ คามุ มองว่าตัวเองเป็นหนึ่งใน Top 5 ของตลาดชาระดับพรีเมียมแมสในประเทศไทย ด้วยจุดแข็งจากการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายและทำเลที่ครอบคลุม โดยปัจจุบันสามารถสร้างรายได้แตะระดับ 600 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตราว 20% พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาท และขยายสาขาสู่ 300 แห่ง ภายในปี 2572
ทั้งหมดนี้มีฐานรากที่แข็งแกร่งจากการเติบโตในประเทศไทยควบคู่ไปกับการรุกตลาดต่างประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ และการจะก้าวไปสู่หลักพันล้านนั้น แบรนด์ให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าในประเทศไทย รวมทั้งกลุ่มประเทศ CLMV เป็นหลัก ที่ปัจจุบันมีสาขาในลาว และกัมพูชา เนื่องจากมองว่าภูมิภาคนี้มีศักยภาพทางการตลาดสูงมากและมีพฤติกรรมผู้บริโภคที่สอดคล้องกับแบรนด์ไทย ส่วนการขยายตัวไปยังตลาดขนาดใหญ่อย่าง อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, จีน, ญี่ปุ่น รวมถึงสหรัฐอเมริกา ถูกวางไว้เป็นส่วนเติมเต็มที่มีศักยภาพ
“ในด้านการขยายสาขา Kamu ใช้กลยุทธ์การเติบโตผ่านระบบแฟรนไชส์และ Master Franchise ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเริ่มต้นประมาณ 2-2.5 ล้าน รวมก่อสร้าง อุปกรณ์ ปัจจุบันโครงสร้างสาขาหลักยังคงเน้นพื้นที่ Office Platform ในกรุงเทพฯ แต่ในปีนี้และปีหน้าจะรุกหนักไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะหัวเมือง เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี ซึ่งปัจจุบันสาขาต่างจังหวัดยังมีสัดส่วนเพียง 20% เท่านั้น นอกจากนี้ยังขยายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและ Hypermarket เพิ่มขึ้น”
ทินกฤต กล่าวเสริมว่า พฤติกรรมผู้บริโภคยังสะท้อนให้เห็นว่าเครื่องดื่มชามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยลูกค้า ของ KAMU KAMU มีความถี่ในการบริโภคเฉลี่ย 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย 80 บาท ตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในฐานะเครื่องดื่มคุณภาพที่เข้าถึงได้ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ประจำวันของผู้บริโภค
ทั้งนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปสู่เทรนด์รักสุขภาพมากขึ้น โดยสถิติระบุว่าลูกค้ากว่า 50% เริ่มสั่งความหวานที่ระดับ 25-50% และความหวานระดับปกติเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้กลยุทธ์ Character Marketing สร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ผ่าน “Kamu & Friends” คาแรกเตอร์ทั้ง 6 ตัว ซึ่งเป็นตัวแทนของวัตถุดิบหลักของแบรนด์ โดยจะถูกนำไปต่อยอดผ่านช่องทาง Social Media, Packaging และ Merchandising เพื่อสร้าง Brand Engagement เพิ่มการจดจำ และเชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่ในระยะยาว
การเติบโตดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ผ่านรูปแบบร้านที่คล่องตัว โดยมีขนาดเฉลี่ยราว 23 ตารางเมตร เพื่อรองรับทำเลที่หลากหลายและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการสร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีบุคลิกชัดเจน ทันสมัย และอยู่ในใจผู้บริโภคในระยะยาว
และสุดท้ายนี้ ทินกฤต ฉายภาพการรับมือกับคู่แข่ง โดยเฉพาะแบรนด์จากประเทศจีนที่เริ่มเข้ามาตีตลาดมากขึ้น KAMU KAMU ยังคงเชื่อมั่นใน Core Value ของตัวเองและการเป็น Trendsetter ที่มีการออกเมนูใหม่ทุกๆ 1-2 เดือน จะสามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้แม้ว่าจะมีผู้เล่นมากแค่ไหนก็ตาม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -