
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับโฟกัสธุรกิจไปที่ประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดหลักที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยปัจจุบันสัดส่วนยอดขายของทั้งสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 80% จากไทย และ 20% จากเวียดนาม และมองว่าเวียดนามจะเป็นตลาดสำคัญของการเติบโตในระยะยาว เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค โดยธุรกิจห้างสรรพสินค้าในอิตาลีได้ย้ายไปอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มเซ็นทรัล ทำให้ CRC สามารถทุ่มทรัพยากรและเงินทุนทั้งหมดมาขยายธุรกิจในไทยและเวียดนามได้อย่างเต็มที่
ปัจจุบัน CRC มีเครือข่ายร้านค้าในประเทศไทย 3,596 สาขา ครอบคลุม 63 จังหวัดจาก 77 จังหวัด โดยปัจจุบันมีสาขาขนาดใหญ่ในไทยประกอบด้วย ห้างเซ็นทรัล 76 สาขา, ท็อปส์ 172 สาขา, โก โฮลเซล 14 สาขา, ไทวัสดุ 88 สาขา และโรบินสัน 28 สาขา ขณะที่ในเวียดนามมีเพียง 127 สาขาใน 26 จังหวัด จาก 34 จังหวัด มีสาขาขนาดใหญ่ โก! มอลล์ 44 สาขา โก! ซุปเปอร์มาร์เก็ต 43 สาขา และมินิ โก! 15 สาขา เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน ทำให้ยังมีโอกาสขยายธุรกิจอีกมาก โดยบริษัทมองว่าเวียดนามจะเป็น “ตลาดการเติบโตใหม่” ของกลุ่มค้าปลีกในอนาคต
สำหรับปี 2569 CRC เตรียมใช้งบลงทุน 16,000–18,000 ล้านบาท เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง โดยมีแผนเปิดสาขาใหม่ในไทยรวม 17 แห่ง และในเวียดนาม 8 แห่ง และรีโนเวทสาขาเดิมอีก 7 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและรองรับการเติบโตของตลาดในภูมิภาค
นายสุทธิสารกล่าวว่า ทิศทางธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะมุ่งเสริมความแข็งแกร่งทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กัน โดยใช้เครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่เป็นฐานในการพัฒนาธุรกิจดิจิทัล จากนั้นนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์กลับมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน้าร้าน เพื่อสร้างระบบค้าปลีกแบบ Omnichannel ที่เชื่อมต่อทั้งสองช่องทางเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
พร้อมกันนี้ บริษัทมองว่าโครงสร้างธุรกิจดังกล่าวจะทำให้ CRC มีความพร้อมและได้เปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากผู้เล่นออนไลน์ที่ต้องการขยายสู่ธุรกิจออฟไลน์ยังต้องใช้เวลาในการสร้างเครือข่ายหน้าร้านและระบบสนับสนุนในระดับเดียวกัน.
ทั้งนี้ ผลประกอบการปี 2568 ของ CRC มีรายได้รวม 253,165 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 7,432 ล้านบาท และ EBITDA 29,831 ล้านบาท โดย Core EBITDA เติบโตประมาณ 12% สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน ส่วนปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ที่ 4–5% และ EBITDA เติบโต 5–7% โดยยังคงเน้นการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวดและรักษาสถานะการเงินให้แข็งแกร่ง เพื่อรองรับโอกาสการลงทุนและการขยายธุรกิจในอนาคต.
นายสุทธิสาร กล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากลูกค้าจากภูมิภาคดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1% ของลูกค้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ติดตามผลกระทบทางอ้อมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอาจกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ต้องต่อเครื่องผ่านตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน CRC ยังเตรียมมาตรการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โดยเดินหน้าลงทุนในระบบโซลาร์เซลล์และการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน โดยประเมินว่าหากต้นทุนพลังงานปรับเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนรวมของบริษัทไม่เกินประมาณ 1%
ปัจจุบันบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และค่าไฟฟ้ายังไม่มีการปรับขึ้น ขณะที่สต็อกสินค้าของบริษัทอยู่ในระดับประมาณ 1–3 เดือน จึงยังสามารถบริหารต้นทุนได้ตามแผน
สำหรับธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นในกลุ่มฮาร์ดไลน์ คือ ไทวัสดุ ซึ่งมียอดขายในปี 2568 ประมาณ 43,000 ล้านบาท มีสาขา 89 แห่งใน 52 จังหวัด และครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% ขณะที่ธุรกิจบริการรถยนต์ Auto 1 มีสาขาเพิ่มเป็น 53 แห่ง และมีแผนขยายเป็น 106 แห่ง ในระยะต่อไป