
นายแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “MRDIYT” ผู้นำธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเร่งขยายธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยวางงบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาทในปี 2569 เพื่อเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 210 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าโครงการคลังสินค้าอัตโนมัติที่ถนนบางนา-ตราด กม.29 เพื่อรองรับการเติบโตของเครือข่ายร้านค้าในระยะยาว โดยตั้งเป้าผลักดันยอดขายให้เติบโตในระดับเลขสองหลัก แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีความผันผวน
สำหรับผลประกอบการปี 2568 บริษัททำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 20,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,600 ล้านบาท เติบโต 48% ปัจจุบันมีสาขารวม 1,127 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ นับเป็นหนึ่งในเครือข่ายค้าปลีกที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในกลุ่มสินค้า DIY และไลฟ์สไตล์
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตมาจากกลยุทธ์ด้านราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งเฉลี่ยราว 27% ประกอบกับการมีสินค้าหลากหลายกว่า 16,000 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องมือซ่อมแซมบ้าน เครื่องครัว ไปจนถึงสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวัน ทำให้ร้านกลายเป็นจุดหมายที่ผู้บริโภคเข้ามาเลือกซื้อสินค้าเป็นประจำ โดยกลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นตลาดมวลชน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 85-90% ของประชากรไทย โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านและผู้หญิงวัยทำงานที่เป็นผู้ตัดสินใจด้านค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
ทั้งนี้ บริษัทมีซัพพลายเออร์กว่า 1,000 รายทั่วโลก โดยสินค้าประมาณ 75% เป็นสินค้านำเข้า ส่วนอีก 25% จัดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศกว่า 300 ราย ขณะที่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. ที่มีมากกว่า 6,000 สาขาใน 14 ประเทศ ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในการจัดซื้อสินค้าในปริมาณมาก ส่งผลให้สามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่เข้าถึงง่าย
ด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค พบว่าขนาดตะกร้าสินค้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 165 บาทต่อครั้ง โดยลูกค้าซื้อสินค้าเฉลี่ย 4 ชิ้นต่อการเข้าร้านหนึ่งครั้ง หรือมีราคาเฉลี่ยต่อชิ้นเพียงราว 40 บาท สะท้อนจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง
นายแอนดี้กล่าวว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน แต่บริษัทประเมินว่าผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนโดยรวมยังอยู่ในระดับจำกัด โดยเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1–1.5% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งยังสามารถบริหารจัดการได้
“สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญคือการบริหารสิ่งที่ควบคุมได้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ การขยายสาขา และการรักษาวินัยด้านต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง” นายแอนดี้กล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยอยู่ระหว่างลงทุนโครงการคลังสินค้าอัตโนมัติบนพื้นที่ประมาณ 160 ไร่ บริเวณบางนา–ตราด กม.29 เพื่อรองรับการขยายสาขาในอนาคต โดยโครงการดังกล่าวจะทยอยเปิดใช้งานบางส่วนในปี 2571 และคาดว่าจะแล้วเสร็จเต็มรูปแบบในปี 2574
สำหรับศักยภาพตลาดในประเทศไทย บริษัทประเมินว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนร้านค้าอยู่ที่ประมาณ 1 สาขาต่อประชากร 62,000 คน ขณะที่ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีความอิ่มตัวมากกว่า มีสัดส่วนอยู่ที่ 1 สาขาต่อประชากร 22,000 คน ทำให้เชื่อว่าตลาดไทยยังสามารถรองรับการขยายสาขาได้อีกอย่างน้อย 3 เท่า
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 3,000 แห่งทั่วประเทศภายในช่วง 5–6 ปีข้างหน้า โดยจะเพิ่มสาขาเฉลี่ยปีละประมาณ 200 แห่ง พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์ให้เป็นตัวเลือกอันดับแรกของผู้บริโภค เมื่อต้องการสินค้าใช้ในบ้านและสินค้าเบ็ดเตล็ดราคาประหยัด
มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. เป็นธุรกิจค้าปลีกจากประเทศมาเลเซีย ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในปีนี้ หลังสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าระดมทุนราว 5,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของปี พร้อมเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของการดำเนินธุรกิจในไทย ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้