
ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการฟื้นตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการแทบทุกธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แม้แต่อุตสาหกรรมกาแฟ ซึ่งยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ก็เริ่มได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น
นายกิจจา วงศ์วารี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อโรม่า กรุ๊ป (AROMA GROUP) กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องทำงานหนักกว่าปีก่อน เพราะปัจจัยบวกของเศรษฐกิจมีค่อนข้างน้อย ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มที่ โดยเฉพาะผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่กดดันการใช้จ่าย รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีสต็อกสะสมจำนวนมาก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
“ปีนี้เหนื่อยกว่าปีที่แล้วมาก การเติบโตในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าทำรายได้เติบโตได้ 10% ก็ถือว่าเก่งแล้ว”
แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความท้าทาย แต่เมื่อเทียบกับบางประเทศในยุโรป ไทยยังถือว่าประคองตัวได้ดีกว่าในหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ยังซบเซา ขณะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาบริหารต้นทุนอย่างจริงจัง
แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ตลาดกาแฟคั่วบดของไทยยังเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปีในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาดื่มกาแฟดำมากขึ้นตามกระแสรักสุขภาพ ส่งผลให้อัตราการบริโภคกาแฟต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะมีรายได้เพิ่มขึ้นตาม เพราะกำลังซื้อที่ลดลงทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น ขณะเดียวกัน ธุรกิจร้านกาแฟที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 กำลังเข้าสู่ช่วงปรับฐาน หลังมีการลงทุนเปิดร้านและนำเข้าเครื่องชงกาแฟกว่า 20,000 เครื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น และตลาดเริ่มกลับเข้าสู่ระดับที่ยั่งยืนมากขึ้น
นายกิจจา กล่าวว่า ผู้ประกอบการในยุคนี้จึงไม่สามารถอาศัยเพียงความชื่นชอบในการทำกาแฟได้อีกต่อไป แต่ต้องบริหารธุรกิจควบคู่กับการควบคุมต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยดำเนินงาน
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมกาแฟไทย คือข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตกาแฟอาราบิก้าประมาณ 7,000 ตันต่อปี ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศ ทั้งคาเฟ่ อเมซอน กลุ่มซีพี และ AROMA GROUP มีความต้องการใช้รวมกันมากกว่า 10,000 ตันต่อปี ส่งผลให้ราคากาแฟภายในประเทศสูงกว่าราคาตลาดโลก และกลายเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ
ขณะเดียวกัน การนำเข้าสารกาแฟนอกโควตาต้องเสียภาษีสูงถึง 90% ส่วนการนำเข้าในโควตาภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่างๆ แม้จะเสียภาษีเพียงประมาณ 5% แต่มีขั้นตอนการขออนุญาตและเอกสารค่อนข้างซับซ้อน ทำให้การนำเข้าทำได้ยาก
นายกิจจา มองว่า โครงสร้างภาษีในปัจจุบันกลับสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำเข้าหรือการ “สวมสิทธิ์” กาแฟจากประเทศเพื่อนบ้านให้กลายเป็นกาแฟไทย ซึ่งส่งผลเสียต่อเกษตรกรไทยมากกว่าการเปิดให้นำเข้าอย่างถูกต้อง
“ปัญหาไม่ใช่การนำเข้า แต่คือการสวมสิทธิ์ เพราะสุดท้ายเกษตรกรไทยกลับได้รับผลกระทบ”
พร้อมเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าสารกาแฟให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น 15-20% สำหรับกาแฟทุกแหล่งผลิต เพื่อลดแรงจูงใจในการหลีกเลี่ยงภาษี พร้อมนำรายได้จากภาษีมาสนับสนุนเกษตรกรไทยโดยตรง รวมทั้งอาจกำหนดช่วงเวลาการนำเข้า หรือใช้มาตรการรับซื้อผลผลิตภายในประเทศก่อนเปิดให้นำเข้า เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด
นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาที่ผู้บริโภคไทยไม่สามารถเข้าถึงกาแฟคุณภาพสูงบางแหล่งผลิต เช่น กาแฟจากเอธิโอเปีย ซึ่งยังเป็นสินค้าที่นำเข้าได้ยาก แม้จะเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดกาแฟที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
เพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น AROMA GROUP จึงเร่งขยายธุรกิจเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ (Super Automatic Coffee Machine) ควบคู่กับการเปิดโมเดลธุรกิจใหม่ “Aroma Brew Sync” หรือการเช่าเครื่องแบบ Pay-per-Cup
โมเดลดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการวางเงินประกันและค่าติดตั้งประมาณ 40,000 บาท ก่อนจ่ายค่ากาแฟตามจำนวนแก้วที่ชงจริงผ่านระบบ QR Code รายสัปดาห์ หากไม่ชำระเงิน ระบบจะล็อกเครื่องอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องราคาสูงตั้งแต่เริ่มต้น
นายกิจจา กล่าวว่า เครื่อง Super Automatic รุ่นใหม่สามารถชงกาแฟคุณภาพใกล้เคียงบาริสต้ามืออาชีพ แต่ลดเวลาการชงจากประมาณ 2 นาที เหลือเพียงไม่กี่วินาที ช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าที่ร้านสามารถรองรับได้ โดยผลการทดลองใช้งานที่ร้าน We Roast Cafe พบว่ายอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 30% เพราะลูกค้าไม่ต้องรอคิวนาน
“วันนี้เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนบาริสต้า แต่เข้ามาช่วยให้บาริสต้ามีเวลาทำงานที่สร้างมูลค่ามากขึ้น ทั้งการดูแลลูกค้า การควบคุมคุณภาพ และการสร้างยอดขาย”
พร้อมกันนี้ บริษัทยังนำเข้าเครื่องชงกาแฟ Refurbished จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งผลิตจากโครงสร้างโลหะทั้งเครื่อง มีอายุการใช้งานยาวนาน และสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่และสนับสนุนการสร้าง Carbon Credit
ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก บริษัทเตรียมรีแบรนด์ร้านกาแฟ “ชาวดอย” ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี ภายใต้ชื่อ “CD” (Chao Doi) เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z มากขึ้น ทั้งการออกแบบร้าน โลโก้ และพัฒนาเมนูใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
บริษัทจะให้ความสำคัญกับร้านขนาดเล็กมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการลงทุนของแฟรนไชส์ พร้อมใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการ ทั้งระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ระบบเชื่อมต่อ POS และระบบตรวจสอบยอดขาย ซึ่งช่วยลดปัญหาเงินรั่วไหลและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ปัจจุบัน AROMA GROUP มีรายได้รวมประมาณ 2,200 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตประมาณ 10% แม้จะยอมรับว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
“วันนี้การทำธุรกิจกาแฟไม่ใช่แค่มี Passion แต่ต้องบริหารต้นทุน ใช้เทคโนโลยี และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายกิจจา กล่าวปิดท้าย