
นายฮิเดะฟูมิ ฟูจิอิ กรรมการผู้บริหารระดับสูง พานาโซนิค เอเนอร์จี ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ซึ่งปัจจุบันมีโรงงาน 21 แห่งทั่วโลก โดยไทยในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของธุรกิจถ่านไฟฉาย หลังใช้ไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกนอกญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1961 และลงทุนต่อเนื่องยาวนานกว่า 65 ปี ทำให้ไทยก้าวจากการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ สู่ฐานส่งออกหลัก โดยผลิตถ่านไฟฉายแล้วกว่า 20,000 ล้านก้อน ส่งออกมากกว่า 40 ประเทศ
ทั้งนี้ความต้องการของตลาดถ่านไฟฉายยังเติบโตแม้เป็นสินค้าที่ถูกมองว่าดั้งเดิม จากการขยายตัวของประชากร ภาคบริการ รวมถึงการใช้อุปกรณ์สมาร์ทและระบบอัตโนมัติในยุค AI บริษัทประเมินตลาดโลกจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 3% และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงไทยเติบโตสูงถึง 5%
โดยบริษัทเดินหน้าใช้ไทยเป็นโมเดลขยายธุรกิจสู่ประเทศอาเซียน พร้อมตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปีจนถึงปี 2030 สะท้อนมุมมองระยะยาวว่าถ่านไฟฉายยังมีบทบาทสำคัญในระบบพลังงานโลก โดยไทยจะยังเป็นฐานรายได้สำคัญควบคู่กับธุรกิจแบตเตอรี่รุ่นใหม่ต่อไป
แม้เทคโนโลยีแบตเตอรี่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ่านไฟฉายยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในอุปกรณ์ขนาดเล็กและระบบที่ต้องการแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำ และการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยจึงสะท้อนมุมมองของบริษัทที่ไม่ได้มองธุรกิจนี้เป็นเพียงสินค้าในอดีต แต่เป็นตลาดที่ยังมีบทบาทในโครงสร้างพลังงานของเศรษฐกิจโลก และเป็นฐานรายได้สำคัญควบคู่กับธุรกิจแบตเตอรี่ยุคใหม่ในอนาคต
ด้านนายอัทสึชิ อันไซ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในไทยเมื่อปี 1961 ภายใต้บริษัท เนชั่นแนล ไทย จำกัด บริษัทได้ขยายการผลิตจากถ่านแมงกานีส สู่ถ่านอัลคาไลน์ และยกระดับสู่การเป็นสำนักงานใหญ่ด้านการจัดจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2020 ส่งผลให้ประเทศไทยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงฐานการผลิต แต่เป็นศูนย์กลางบริหารธุรกิจถ่านไฟฉายของพานาโซนิคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของบริษัท
ควบคู่กับการขยายธุรกิจ บริษัทปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยโรงงานในไทยได้รับการรับรองเป็นโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนแห่งแรกในประเทศ พร้อมขยายโครงการรีไซเคิลถ่านไฟฉายทั่วประเทศมากกว่า 1,060 จุด และนำกลับเข้าสู่ระบบได้กว่า 700,000 ก้อน สะท้อนทิศทางของผู้ผลิตรายใหญ่ที่ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ไทยยังเป็นฐานหลักทั้งการผลิตและส่งออก
“ในช่วงที่อุตสาหกรรมพลังงานกำลังเปลี่ยนผ่าน บริษัทไม่ได้มุ่งรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดถ่านไฟฉายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการยกระดับบทบาทสู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพลังงานในอนาคต โดยประเทศไทยยังคงเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญในระดับโลก ทั้งในฐานะศูนย์กลางการผลิตและพัฒนานวัตกรรม ที่นำเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นมาผสานกับศักยภาพของอุตสาหกรรมและบุคลากรไทย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว”
ส่วนนายชินยา โยชิดะ ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีแบตเตอรี่จะพัฒนาไปสู่รูปแบบชาร์จไฟได้มากขึ้น แต่ความต้องการถ่านไฟฉายในตลาดโลกยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งมีการใช้อุปกรณ์ในชีวิตประจำวันจำนวนมาก รวมถึงภาคธุรกิจโรงแรมที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความต้องการสูงกว่า 3,000 ล้านก้อนต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีความต้องการอยู่ที่ประมาณ 320 ล้านก้อนต่อปี และพานาโซนิคยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 จากเครือข่ายจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้งร้านค้าดั้งเดิมและโมเดิร์นเทรด
โครงสร้างตลาดดังกล่าวทำให้ประเทศไทยยังเป็นฐานสำคัญของธุรกิจ ทั้งในด้านการผลิตและการทำตลาด โดยบริษัทเตรียมใช้โมเดลการดำเนินงานในไทยเป็นต้นแบบขยายไปยังประเทศอื่นในอาเซียน พร้อมตั้งเป้าอัตราการเติบโตของยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ย 5% ต่อปีจนถึงปี 2030 เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดในระยะยาว
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงตลาดภายในประเทศ แต่เป็นหนึ่งในกลไกหลักของพานาโซนิคในภูมิภาค ขณะที่บริษัทเตรียมเดินหน้าธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว โดยอาศัยฐานการผลิต เทคโนโลยี และเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่สร้างขึ้นตลอด 65 ปีที่ผ่านมา เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแบตเตอรี่ที่ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง.