
เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ จะพบภาพอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคเอกชนไทยยังคงขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และเข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญ
ภาพของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกต่างชาติมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยตัวเลขล่าสุดขยายตัวเพียง 2.4% แม้จะฟื้นตัวจากช่วงก่อนหน้า
แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามที่เติบโตในระดับสูง จนเกิดกระแสมองกันว่าเศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งแซงหน้าไทยอย่างเป็นรูปธรรมในปีนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ จะพบภาพอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคเอกชนไทยยังคงขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และเข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค
โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญ ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 500,000 ล้านบาท ผ่านโครงการลงทุนกว่า 775 โครงการ
เม็ดเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่กระจายอยู่ในอุตสาหกรรมสำคัญที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งแต่พลังงาน ค้าปลีก เกษตรอุตสาหกรรม ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทต่อการเติบโตของเวียดนามในระยะยาว
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อกิจการ Sabeco ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของเวียดนาม บริษัทลูกอย่างเบอร์ลี่ยุคเกอร์ ลงทุนใน MM Mega Market Vietnam ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ถึง 30 สาขา และเตรียมรุกลงทุนต่อเนื่อง
ขณะที่บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขยายเครือข่ายห้าง GO! และอีโคซิสเต็มของกลุ่ม ทั้งศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เกต ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านเฉพาะทางต่างๆ ทั้งอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ก่อสร้างและอื่นๆไปทั่วประเทศ
เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีสร้างธุรกิจเกษตรและอาหารแบบครบวงจรกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอาหารในเวียดนาม รวมถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้เข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม รองรับการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ เช่นเดียวกับบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
การลงทุนของบริษัทไทยเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามโดยตรง ทั้งในด้านการผลิต การส่งออก และการจ้างงาน และมีส่วนช่วยให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค
ภาพดังกล่าวสะท้อนความจริงที่น่าสนใจว่า แม้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมจะเติบโตในอัตราที่จำกัด แต่ภาคเอกชนไทยกลับยังคงแข็งแรง และสามารถขยายธุรกิจออกไปสร้างการเติบโตในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดของตลาดในประเทศ ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กำลังซื้อที่เติบโตชะลอลง และระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การสร้างการเติบโตในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับบริษัทขนาดใหญ่
การตัดสินใจเคลื่อนทัพออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสมรภูมิที่มีศักยภาพสูงอย่างเวียดนาม จึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาวที่ช่วยยกระดับให้บริษัทไทยก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนมิติที่ซับซ้อนของเศรษฐกิจไทยได้อย่างชัดเจน แม้ในสายตาโลกไทยจะถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่เติบโตช้าและติดหล่มปัญหาโครงสร้าง แต่ในอีกด้านหนึ่ง
“ดีเอ็นเอ” ของภาคเอกชนไทยกลับยังเปี่ยมด้วยศักยภาพในการแข่งขันและสามารถปักธงสร้างความมั่งคั่งนอกบ้านได้อย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางภาพลักษณ์การเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ทุนไทยจำนวนมหาศาลกลับกลายเป็นฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านให้พุ่งทะยาน
มันคือตลกร้ายที่คนป่วยกำลังสร้างบ้านให้เพื่อนบ้าน และนับเป็นหนึ่งในความย้อนแย้งที่สุดของเศรษฐกิจไทยในยุคปัจจุบัน.
ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม