
โมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตร ที่อยู่คู่ค้าปลีกไทยมากว่า 30 ปี กำลังพลิกเกม
ครั้งใหญ่ เมื่อบิ๊กซีประกาศยุทธศาสตร์ “Big Move” ลดบทบาทผู้ขายสินค้า สู่การเป็นผู้พัฒนาพื้นที่เต็มตัว รับมือพฤติกรรมซื้อบ่อยแต่ซื้อน้อยลง และศึกออมนิแชนแนลที่รุนแรงขึ้น
โมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตร ที่อยู่คู่ค้าปลีกไทยมากว่า 3 ทศวรรษ กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ประกาศยุทธศาสตร์ “Big Move” ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ลดบทบาทการเป็นเพียงผู้ขายสินค้า แล้วขยับสู่การเป็น “ผู้พัฒนาพื้นที่” หรือ Space Developer เต็มตัว รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ซื้อบ่อยแต่ซื้อน้อยลง และการแข่งขันออมนิแชนแนลที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล และ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เปิดเผยว่า เป้าหมายต่อไปของ Big C (บิ๊กซี) ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนทราฟฟิกของลูกค้า แต่ต้องสร้าง Quality Traffic ให้ลูกค้าใช้เวลานานขึ้นและมีกิจกรรมหลากหลายมากขึ้นบนพื้นที่เดียวกัน โดยมีฐานสมาชิกกว่า 22 ล้านรายเป็นจุดแข็ง พร้อมเสนอภาครัฐพิจารณาใช้ศูนย์การค้าขนาดใหญ่เป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากสามารถหมุนเม็ดเงินในระบบได้หลายต่อ
ทั้งนี้ บิ๊กซีได้เปิดโมเดลธุรกิจใหม่ภายใต้แบรนด์ “The Color” เป็นศูนย์การค้าในรูปแบบไลฟ์สไตล์มอลล์ ซึ่งจะลดสัดส่วนพื้นที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่จากเดิม 10,000 ตารางเมตร ลงประมาณ 70% เหลือราว 4,000 ตารางเมตร อธิบายง่าย ๆ คือย่อขนาดลงเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่เล็กลง แต่ยังคงเน้นจุดขายการเป็นดิสเคาน์สโตร์และเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มพื้นที่เช่า–ไลฟ์สไตล์เป็น 40–50% ของโครงการ เน้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม แฟชั่น รวมถึงพื้นที่ Co-working Space และ Rooftop เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง รองรับพฤติกรรมคนเมืองยุคใหม่ โดยสาขานำร่องที่แจ้งวัฒนะ คาดมีทราฟฟิกไม่ต่ำกว่า 30,000 คนต่อวัน
ก่อนทยอยขยายเพิ่ม 8–10 สาขาภายในปี 2573 ทั้งทำเลพระราม 4 ภูเก็ต และเชียงใหม่ ใช้งบลงทุนเฉลี่ย 4,000–5,000 ล้านบาทต่อสาขา ครอบคลุมทั้งการรีโนเวทบิ๊กซีเดิมและการลงทุนในทำเลใหม่
การเปิด The Color ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการปรับโครงสร้างรายได้ให้สะท้อนทิศทางใหม่อย่างชัดเจน แม้รายได้จากการขายสินค้ายังคงมีสัดส่วนสูง แต่กำไรสุทธิหลักกลับมาจากค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งคิดเป็น 50–54% ของกำไรทั้งหมด
ปัจจุบันบิ๊กซีมีผู้เช่ากว่า 7,000 รายทั่วประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพื้นที่เช่าจึงเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในฐานะ “แลนด์ลอร์ด” สร้างรายได้ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ควบคู่แผนรีโนเวท 300 สาขา และขยายบิ๊กซี มินิ อีก 200 สาขา เจาะระดับตำบล พร้อมใช้ดาต้าและระบบ Customer Relationship Management (CRM) เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ Lotus’s (โลตัส) ได้ปรับโมเดลในทิศทางเดียวกัน ลดขนาดไฮเปอร์มาร์เก็ตจากกว่า 10,000 ตารางเมตร เหลือ 3,000–4,000 ตารางเมตร แล้วเพิ่มพื้นที่เช่าในแนวคิด Smart Community และ Smart Retail ดึงแบรนด์ไลฟ์สไตล์เข้ามาเสริมพอร์ต ผลักดันรายได้ค่าเช่าเติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปี ขณะที่ยอดขายสินค้าเติบโตเพียง 2–3% พร้อมเร่งขยายบริการ Quick Commerce ส่งด่วน 15–45 นาที ใช้สาขาเป็นฮับกระจายสินค้าใกล้บ้าน
นอกจากนี้ โลตัส แตกโมเดลศูนย์การค้าเป็น “Happy Mall” และ “Oasis” รองรับทั้งเมืองใหญ่และต่างจังหวัด ตอกย้ำทิศทางใหม่สู่การเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ของชุมชนในยุคออมนิแชนแนลเต็มรูปแบบ.
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนชัดว่า สมรภูมิค้าปลีกไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค “ห้างใหญ่ขายของครบ” สู่ยุค “ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ของชุมชน” ที่พื้นที่เชิงพาณิชย์มีบทบาทมากกว่าการวางสินค้าเพียงอย่างเดียว และรายได้ค่าเช่ากลายเป็นหัวใจทำกำไรในระยะยาว