
นายฮิโรโตะ มิชิโมโตะ กรรมการบริษัทและหัวหน้าสำนักงานใหญ่ฝ่ายดูแลภูมิภาคเอเชียของ LOPIA JAPAN (โลเปีย เจแปน) เปิดเผยว่า หลังจากแบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างมากในไต้หวัน โดยขยายได้ 9 สาขาในเวลาเพียง 3 ปี ตลาดถัดไปที่บริษัทเลือกคือประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพสูงทั้งด้านจำนวนประชากรและพฤติกรรมการจับจ่าย
จากข้อมูลอินไซต์พบว่า คนไทยใช้จ่ายต่อครั้งสูงกว่าไต้หวันถึง 1.5 เท่า ทำให้ไทยถูกวางให้เป็น “ศูนย์กลางการขยายธุรกิจ” ของ LOPIA ในภูมิภาคอาเซียน
LOPIA เปิดให้บริการสาขาไทยแห่งแรกเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร พร้อมคอนเซปต์ “Food Theme Park – สวนสนุกแห่งอาหาร” เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิงแบบญี่ปุ่นแท้ๆ
หนึ่งในจุดขายสำคัญคือ เนื้อวากิว จากเครือ OIC Group ยักษ์ใหญ่ปศุสัตว์ญี่ปุ่น ซึ่ง LOPIA มีระบบบริหารจัดการเนื้อวัวทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่รับซื้อถึงการแปรรูป ทำให้สามารถควบคุมราคาและคุณภาพได้เอง ส่งผลให้สามารถ “ปฏิวัติวงการวากิวพรีเมียม” ด้วยราคาเข้าถึงได้มากกว่าท้องตลาด
อีกหนึ่งสินค้าที่ยกให้เป็นแม่เหล็ก คือ ซูชิชิ้นใหญ่พิเศษ ใช้วัตถุดิบสดใหม่ เช่น ทูน่าและโฮตาเตะ ชิ้นหนาเต็มคำ รวมถึงสินค้าอาหารญี่ปุ่นแท้กว่า 95% ของทั้งร้าน
LOPIA วางแผนรุกตลาดแบบเร่งสปีด โดยคาดว่าใน 3 ปีข้างหน้าอาจเปิดสาขาได้สูงถึง 20 สาขา สอดคล้องกับความสำเร็จในไต้หวันและอิงกับศักยภาพกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยที่สูงกว่า
แนวทางการเติบโตของ LOPIA คือการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้าง Economy of Scale ลดต้นทุนการนำเข้าและทำให้สามารถ ลดราคาขายปลีก ได้มากขึ้น พร้อมตั้งเป้าพัฒนาสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Brand) ให้มีสัดส่วนถึง 60% ในอนาคต
LOPIA ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำจากญี่ปุ่น วางตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่นคุณภาพมาตรฐานเดียวกับประเทศต้นทาง โดยเน้นการนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าครบ 5 แผนกหลัก ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ อาหารทะเล อาหารปรุงสำเร็จ และผลิตภัณฑ์แปรรูป ชูจุดแข็งด้านความสดใหม่และการคัดสรรคุณภาพอย่างเข้มงวด
แนวคิดการดำเนินธุรกิจของ LOPIA คือ “คุณค่าสูงสุดในราคาที่เข้าถึงได้” มุ่งเสนอสินค้าที่มีคุณภาพเทียบเท่าในราคาที่คุ้มกว่า หรือหากอยู่ในระดับราคาเดียวกันต้องให้คุณภาพที่ดีกว่า เป้าหมายชัดเจนคือยกระดับมาตรฐานสินค้าอาหารให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องจ่ายแพง
สำหรับการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าเผยแพร่อาหารญี่ปุ่นสู่ผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งเสมือนอยู่ในญี่ปุ่น ผสานความหลากหลายของสินค้า บรรยากาศสนุกสนาน และประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าและกระตุ้นการกลับมาใช้บริการซ้ำในระยะยาว.