
เมื่อ AI เป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนโลกท่องเที่ยวยุคใหม่ MarketHub Asia 2026 ฉายกลยุทธ์เชื่อมต่อประสบการณ์เดินทางไร้รอยต่อผ่าน Agentic AI ที่จะเปลี่ยนนิยามการพักผ่อน ให้เฉพาะตัวตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น ชี้ท่องเที่ยวข้ามชาติโต 64% เม็ดเงินสะพัด 3.3 ล้านล้านดอลลาร์
ในงาน MarketHub Asia 2026 ฉายภาพอนาคตที่ชัดเจนว่า ภายในปี 2035 โลกจะก้าวเข้าสู่ระยะการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยมีเทคโนโลยีอัจฉริยะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
โดยมีการคาดการณ์ในปี 2035 หรือ พ.ศ.2578 ว่า จำนวนคืนที่พักทั่วโลกจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับปี 2025 โดยการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ จะโตเร็วถึง 64%
โดยจะมีจำนวนผู้เข้าพักค้างคืนระหว่างประเทศสูงถึง 2.4 พันล้านครั้ง และมียอดใช้จ่าย ณ จุดหมายปลายทางสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้าการท่องเที่ยวในประเทศที่โตเพียง 54%
รวมทั้งภูมิภาค APAC (เอเชียแปซิฟิก) คือหัวใจหลักของการเติบโตนี้ โดยเฉพาะในแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยวขาออก มีปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของ “ครัวเรือนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ท่องเที่ยว” โดยเฉพาะจีนและอินเดีย
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยว APAC ส่วนใหญ่ หรือคิดเป็น 75-80% มักจะเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเดียวกัน และจุดหมายปลายทางยอดนิยมในปี 2025 อันดับหนึ่งคือ ญี่ปุ่น 15% ตามด้วยไทย 12% และจีน 10%
ทำให้ท่ามกลางการคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตที่มหาศาลนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
ในงาน MarketHub Asia 2026 ที่จัดขึ้นโดย HBX Group ผู้นำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการท่องเที่ยวแบบ B2B ระดับโลก มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล บวกกับการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ
โดยภายในงานจะมีการระดมสมองจากองค์กรชั้นนำมากมาย อาทิ Minor Hotels, Traveloka, Accor, Grab, Make My Trip, Tripbtoz และ DCT Abu Dhabi
หัวใจสำคัญของงานในปีนี้ คือการฉายภาพให้เห็นว่า “การท่องเที่ยว” ในปี 2026 ไม่ใช่แค่การจองที่พักหรือการเดินทางแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังถูกเขียนบทใหม่ด้วย AI ที่มีความซับซ้อนขึ้น
โดย Brandan Brennan, Chief Finance Officer (CFO), HBX Group ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสูง แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งถือเป็น “ผู้นำด้านเทคโนโลยี” ของโลกในยุคปัจจุบัน
และจากข้อมูลสถิติ บาหลีและอินโดนีเซียกลายเป็นโมเดลความสำเร็จของการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยว โดยมียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้าสู่เกาะบาหลีสูงถึง 7 ล้านคนในปีที่ผ่านมา เติบโตขึ้นกว่า 11% ขณะที่ภาพรวมของทั้งประเทศอินโดนีเซียขยายตัวถึง 10%
สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักเดินทางทั่วโลกที่มองว่าเอเชียคือจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ซึ่ง Brandan ย้ำว่าอุตสาหกรรมนี้มีความยืดหยุ่นสูงมาก แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก มีมูลค่าสูงถึง 11.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 10% ของ GDP โลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอุตสาหกรรมนี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกังวลมากที่สุดคือ ความยุ่งยากในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ซึ่งกว่า 28% ของผู้ร่วมงานมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจ รองลงมาคือเรื่องต้นทุนและการบริหารจัดการความเสี่ยง
“ทางออกที่ HBX Group นำเสนอคือการใช้ Agentic AI หรือระบบ AI ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินการแทนมนุษย์ในบางขั้นตอนได้ เพื่อทลายกำแพงความซับซ้อนของเทคโนโลยี และตอบโจทย์ “เฉพาะบุคคล” หรือการสร้างประสบการณ์เฉพาะตัวให้กับนักเดินทางได้เป็นอย่างดี” Brandan กล่าว
ขณะที่ประเด็นที่น่าจับตามองคือพฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z ที่มีความคาดหวังต่อบริการท่องเที่ยวที่สูงขึ้น โดยผลสำรวจระบุว่ากว่า 60% ของคนเจนนี้มองว่าทริปเดินทางในปัจจุบันยัง เฉพาะบุคคลไม่พอ นี่จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการที่ต้องเร่งปลดล็อก (Unlock) ศักยภาพ และนำข้อมูลมาใช้สร้างประสบการณ์ที่ตรงใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยไม่ทิ้ง “Human Touch” หรือการบริการด้วยหัวใจของมนุษย์ที่เป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของการท่องเที่ยว
ดังนั้นการรวมตัวของผู้นำอุตสาหกรรมในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การมาแลกนามบัตร แต่คือการร่วมกันออกแบบอนาคตการเดินทางที่เทคโนโลยีและมนุษย์สามารถทำงานร่วมกันได้ เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวของเอเชียยังคงครองตำแหน่งฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไป
ด้าน Mark Antipof, Chief Growth Officer at HBX Group กล่าวว่า HBX Group มีโครงสร้างที่ชัดเจนในการแยกส่วนการบริหารธุรกิจหลัก ออกจากส่วนงานสร้างการเติบโต เพื่อให้มั่นใจว่าในขณะที่ธุรกิจเดิมยังดำเนินไปได้ด้วยดี ธุรกิจใหม่ก็สามารถเกิดขึ้นและขยายตัวได้จริงผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก โดยเน้นย้ำว่า HBX Group ยืนหยัดในฐานะผู้เล่น B2B 100% ที่ไม่ลงไปแข่งในสนามผู้บริโภคโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้สนับสนุน” ให้กับพันธมิตรแทน
อธิบายง่ายๆ คือ HBX Group ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่าง ผู้ให้บริการ (Suppliers) กลุ่มธุรกิจที่เป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการด้านการท่องเที่ยว ซึ่งนำผลิตภัณฑ์เข้ามานำเสนอผ่านระบบของ HBX Group เช่น ที่พักและโรงแรม กิจกรรมและประสบการณ์การท่องเที่ยวต่าง ๆ บริการรถรับ-ส่ง และบริการเช่ารถ และผู้จัดจำหน่าย (Distributors) กลุ่มธุรกิจที่นำสินค้าจากระบบไปขายต่อให้กับผู้บริโภครายย่อยหรือลูกค้าระดับองค์กร เช่น บริษัททัวร์หรือผู้จัดการนำเที่ยว หรือแม้กระทั่งแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว
“HBX Group จึงเป็นเสมือนฟันเฟืองทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเริ่มต้นและเติบโตได้ทันที โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย ที่มียอดการค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยวในระบบสูงถึง 8 พันล้านครั้งต่อวัน ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าความต้องการเดินทางในภูมิภาคนี้กำลังเติบโตอย่างเห็นได้ชัด” Mark กล่าว
ด้าน Miguel Angel Hernández, Global Partnerships Director at HBX Group ได้ขยายความถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดึงผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดการท่องเที่ยวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทท่องเที่ยวโดยตรง เช่น สายการบิน หรือกลุ่มธุรกิจที่มีชุมชนผู้บริบริโภคขนาดใหญ่ในมือ สนใจอยากก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับฐานลูกค้าเดิม
และเมื่อถูกถามถึงบทบาทของ AI ต่ออนาคตของ HBX Group มิเกล ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือเพิ่มยอดขาย แต่จะเข้าไปช่วยจัดระเบียบโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการก้าวไปสู่ยุคของ Agentic AI ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่จัดการงานหลังบ้านที่ซับซ้อนแทนมนุษย์ เช่น การบริหารจัดการทริปแบบ 360 องศาที่ไร้รอยต่อ
หากเกิดเหตุไม่คาดฝันอย่างเที่ยวบินดีเลย์ หรือสภาพอากาศไม่เป็นใจ AI จะสามารถคาดการณ์และแก้ไขปัญหาล่วงหน้าได้ทันที เช่น การส่งอีเมลแจ้งร้านอาหารให้เปลี่ยนโต๊ะจากด้านนอกมาด้านในโดยที่นักท่องเที่ยวไม่ต้องขยับตัว ทำให้นิยามของคำว่า “Connected Trip” หรือการเดินทางที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์กลายเป็นความจริงที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่จำกัดอยู่แค่ลูกค้าระดับ VIP เท่านั้น
ในประเด็นการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ระดับโลก Mark ได้เปรียบเทียบกับวงการการเงินว่า แม้จะมีเจ้าตลาดที่ครองส่วนแบ่งมหาศาล แต่ความแข็งแกร่งของผู้เล่นขนาดกลางและเล็กจะเกิดขึ้นได้ผ่าน “การรวมพลังและสร้างมาตรฐานร่วมกัน” การที่ผู้เล่นหลายรายหันมาใช้แพลตฟอร์มและเทคโนโลยีเดียวกันจะสร้างอำนาจต่อรองและทำให้เกิดความโปร่งใสในตลาดมากขึ้น
นอกจากนี้แม้ว่าพฤติกรรมการเดินทางและทริปท่องเที่ยวจะสั้นลง แต่นักท่องเที่ยวไม่ได้ลดการเดินทางเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการและจุดหมายปลายทางตามความเหมาะสม ทั้งนี้หัวใจสำคัญที่นักท่องเที่ยวโหยหาในปัจจุบันไม่ใช่แค่ “ราคา” แต่คือ “คุณค่า” และ “ประสบการณ์” ที่หาไม่ได้จากที่ไหน
สำหรับก้าวต่อไปของ HBX Group ในปี 2026 คือการมุ่งเน้นไปที่การ “ปลดล็อก” ศักยภาพของเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ทั้งในด้านการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล และการเข้าถึงกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านสื่อโซเชียล
อย่างไรก็ตาม Mark ทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำสมัยเพียงใด แต่หัวใจสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจท่องเที่ยวคือ “ความเชื่อมั่น” ระหว่างพันธมิตรและต่อระบบเทคโนโลยี ความสำเร็จก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ HBX Group จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรที่โปร่งใส ปลอดภัย และยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
สำหรับไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นตลาดเป้าหมายที่สำคัญและมีการเติบโตสูง เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยขยายการรับรู้และโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวให้เข้าถึงคนกลุ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น โดย Mark ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเดิมที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ไปสู่การเที่ยวแบบอิสระมากขึ้น
รวมถึงการใช้พลังของ Influencer และ Social Media HBX เล็งเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ “ถ่ายรูปสวย” กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ คือการใช้เทคโนโลยีช่วยทำให้สิ่งที่น่าดึงดูดมานำเสนอผ่านสื่อสมัยใหม่ เพื่อเปลี่ยนความสวยงามของสถานที่ให้กลายเป็นยอดจองจริง
ด้าน David Amsellem, Chief Distribution Officer, HBX กล่าวว่า ตลาดการท่องเที่ยวระดับลักชูรีเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นเซกเมนต์ที่ขยายตัวเร็วที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้เดินทาง แต่คือการที่ภาพรวมของการท่องเที่ยวทั้งหมด ตั้งแต่สายการบินที่เพิ่มที่นั่งระดับพรีเมียมไปจนถึงกลุ่มโรงแรมที่ขยันเปิดตัวแบรนด์หรูใหม่ๆ
ทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างไร้รอยต่อ และสิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้คือความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยี ซึ่งตลาดลักชูรีถือเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เปิดรับ AI เข้ามาใช้
อย่างไรก็ตามในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและเกิดเงินเฟ้อ แต่ความต้องการท่องเที่ยวแบบลักชัวรี่กลับพุ่งสูงขึ้น David มองว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกความเป็นจริง แต่ในมุมธุรกิจ เทคโนโลยีอย่าง AI จะเข้ามาช่วยทั้งสองตลาดในรูปแบบที่ต่างกัน นั่นคือลดต้นทุนให้ตลาดแมส และเพิ่มประสบการณ์ให้ตลาดลักชัวรี่
รวมทั้งหากมองถึงประเทศไทยยังคงเป็น “Destination” ที่แข็งแกร่ง แต่ต้องปรับตัวด้วยการนำ AI มาเสริมทัพพนักงานบริการ และต้องรวมกลุ่มกันให้แน่นแฟ้นเพื่อไม่ให้สูญเสียอำนาจการต่อรองในเวทีโลก
สำหรับประเทศไทย HBX ตั้งเป้าที่จะทำให้การจองทุกอย่างจบในที่เดียวไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ที่พัก + รถรับส่ง + ตั๋วเข้าชมสถานที่/สวนสนุก โดย HBX Group จะเข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมระบบหลังบ้านของธุรกิจไทยที่มีความกระจัดกระจาย ให้เข้าสู่มาตรฐานสากล เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถจองและรับบริการได้โดยไม่รู้สึกถึงรอยต่อของเทคโนโลยี
พูดง่ายๆ คือ กลยุทธ์ของ HBX Group ในประเทศไทยคือการใช้เทคโนโลยีเข้าไป “อัปเกรด” สินค้าทางการท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นอยู่แล้ว ให้เข้าถึงง่ายขึ้น มีความเฉพาะตัวมากขึ้น และรองรับพฤติกรรมการจองที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในระดับโลก
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney