KIKI BEAUTY SPACE  โตด้วยการบอกต่อ ไม่ง้ออินฟลูฯ สร้าง Luxury ด้วย “ความรู้สึกเหนือราคา”

Business & Marketing

Marketing & Trends

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

Tag

KIKI BEAUTY SPACE โตด้วยการบอกต่อ ไม่ง้ออินฟลูฯ สร้าง Luxury ด้วย “ความรู้สึกเหนือราคา”

Date Time: 1 ก.พ. 2569 08:00 น.

Video

ปี 2026 ทองคำมาวิน? หุ้นไทยปีนี้ยากแล้ว ปีหน้ายากกว่า?| Thairath Money Night Stand EP.30

Summary

พลิกวิกฤติเป็นโอกาส แจ้งเกิดจากช่องว่างตลาด “Premium Salon” เน้นเจาะกลุ่ม Local ด้วย Data Analytics และบริการ One Stop Service ที่โดดเด่นเรื่องเทคนิคต่อผมแบบถักเปียเกาหลี ตั้งเป้าโต 2 เท่า เดินหน้าขยายแฟรนไชส์ต่างประเทศ ปั้นสินค้าขายเอง เปิดมา 5 ปี “ไม่เคยจ้างอินฟลูฯ” แต่โตด้วยพลัง Word of Mouth



Latest


จุดเริ่มต้นของ KIKI BEAUTY SPACE เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 โดย ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง KIKI BEAUTY SPACE และเจ้าของแบรนด์ KIKI BEAUTY มองเห็นช่องว่างในย่านสยามสแควร์ว่ายังขาด “Premium Salon” ที่มีภาพลักษณ์ทันสมัย 

เพราะเดิมทีภาพจำของร้านทำผมหรูมักจะเป็นความโอ่โถงสไตล์คลาสสิก แต่ด้วยความที่ ก้องภพ เรียนจบด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่กลับเลือกสร้าง Community ที่มีความเป็น Fashionable และ Minimal โดยดึงแรงบันดาลใจจากเกาหลีที่เน้นความแตกต่างจนกลายเป็นไวรัล เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับ Premium to Luxury ที่ไม่ใช่แค่กลุ่มผู้ใหญ่ แต่เป็นกลุ่มคนที่รักการดูแลตัวเองทุกช่วงวัย

แม้จะเปิดตัวในช่วงโควิดที่นักท่องเที่ยวหายไป แต่ ก้องภพ กลับเลือกเจาะกลุ่ม “Local” เป็นหลัก ทำให้ปัจจุบันฐานลูกค้ากว่า 80% เป็นคนไทย และอีก 20% เป็นชาวต่างชาติ โดยใช้ Data Analytics มาวิเคราะห์ Customer Journey อย่างละเอียดจนสามารถระบุพฤติกรรมลูกค้าได้ถึงระดับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมากกว่า 1,000 SKUs เพื่อมอบบริการที่ตรงใจที่สุด ทำให้ปัจจุบัน  KIKI BEAUTY SPACE ดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว

และเนื่องจาก KIKI ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ร้านทำผม แต่เป็น One Stop Service ที่แบ่งความเชี่ยวชาญออกเป็น 4 แผนกหลัก ได้แก่ KIKI Hair ครอบคลุมงานเทคนิคทุกรูปแบบ ทั้งการฟอก สี ตัด และทรีตเมนต์, บริการต่อผมที่เป็นจุดขายสำคัญ โดยเป็นเจ้าแรกที่นำเทคนิคการต่อผมแบบเกาหลีเข้ามาในไทย โดยเป็นการถักเปียเกาหลีที่โดดเด่นเรื่องความเบา สบาย ไม่ใช้กาว ไม่ใช้ความร้อน และไม่ทำร้ายผมจริง โดยราคามีไปจนถึงหลักแสน, บริการดูแลผิวหน้าและงานขนตา และสุดท้ายคือ บริการทำเล็บ สปา และการขัดผิว

กลยุทธ์ “ความรู้สึกเหนือราคา” และพลังของการบอกต่อ

ความท้าทายของตลาด Luxury Beauty คือ การแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ซึ่ง ก้องภพ เน้นย้ำว่า “Luxury ไม่ได้แปลว่าต้องแพงเสมอไปแต่คือความรู้สึก ซึ่งการตั้งราคาของร้านเริ่มจากความเข้าใจต้นทุน ทั้งค่าทำเลใจกลางสยาม ค่า Manpower จากช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และการคัดสรรผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมียม ที่ไม่มีวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดโดยที่สุขภาพผมยังแข็งแรงรวมทั้งตลาด Personal Care ไม่ได้เป็น Red Ocean ที่มีการแข่งขันที่ดุเดือด ที่สำคัญ ยังมองว่ามีโอกาสอีกมาก”

สิ่งที่น่าสนใจคือ KIKI ไม่เคยจ้าง Influencer รีวิว แต่เติบโตผ่านการบอกต่อ (Word of Mouth) ของดาราและเซเลบริตี้ตัวจริง ซึ่งเข้ามาใช้บริการจริงจนเกิดเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังใช้ระบบ Membership ที่มุ่งเน้นการมอบความคุ้มค่าระยะยาวให้สมาชิกที่มีกว่า 50,000 คน แทนการทำสงครามราคา (Price War) ที่ลดแลกแจกแถมเป็นครั้งคราว 

ก้าวต่อไปสู่ตลาดโลกและการขยายไลน์สินค้า

เป้าหมายในปี 2026 นี้ ก้องภพ ตั้งเป้าการเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า โดยมีแผนเปิดตัวแบรนด์ กีกี้ บิวตี้ (KIKI BEAUTY) แบรนด์ Personal Care อย่างเต็มรูปแบบในช่วงกลางปี 69 เพื่อรุกตลาดออนไลน์ Marketplace มากขึ้น การเปิดแบรนด์ KIKI BEAUTY ครั้งนี้ ใช้งบประมาณราว 10 ล้านบาท อาทิ แฮร์ออยล์ทรีตเม้นท์ (Hair Oil Treatment), บาธออยล์ (Bath Oil), บอดี้ออยล์ (Body Oil) ฯลฯ 

ทั้งนี่ผลิตภัณฑ์ที่เป็น Best Selling ไม่ว่าจะเป็น K18 (ทรีตเมนต์บำรุงลึกแบบไม่ต้องล้างออก) และ Hair Oil ที่ช่วยให้ผมแห้งไวขึ้น 3 เท่า จะเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับงานบริการ

ในส่วนของการขยายสาขาที่ปัจจุบันมีอยู่ 3 สาขา คือ 2 สาขาในสยามสแควร์ซอย 3 และศูนย์การค้าเมกาบางนา ก้องภพ ยืนยันว่าจะไม่ขยายสาขาเพิ่มในไทย เพราะต้องการควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด แต่ได้ตัดสินใจขยายโมเดล แฟรนไชส์ไปยังต่างประเทศ โดยเริ่มที่นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เป็นแห่งแรก ด้วยมูลค่าสัญญาหลัก 20 ล้านบาท โดยมองว่าจุดแข็งของไทยคือความเข้าใจในการ Localize บริการและทักษะดูแลลูกค้าที่ละเอียดอ่อนกว่าต่างชาติ

จากบิวตี้สู่ธุรกิจอาหาร “โกโก้”

นอกเหนือจากความสำเร็จในโลกความงาม ก้องภพ ยังบริหารธุรกิจอาหารภายใต้ร่มใหญ่ “โกโก้” (KOKO) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากร้านอาหารเก่าแก่ในสยามที่เด่นเรื่องเมนูมังสวิรัติ ผ่านการนำมา Rebrand และแตกซับแบรนด์อย่าง ข้าวมันไก่เฮียโก้ เพื่อให้เข้าถึงง่ายขึ้น และเตรียมเปิดตัว ชาววัง Express ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ เพื่อนำเสนอเมนูอาหารตำรับชาวังที่หาทานยาก เช่น “ข้าวแช่” ให้สามารถสั่งผ่าน Delivery ได้สะดวกขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจความงามหรืออาหาร หัวใจสำคัญของ ก้องภพ คือการมองหา “ช่องว่าง” ในตลาด เพื่อพัฒนาคุณภาพให้ถึงระดับ “พรีเมียม” และการรักษาความเชื่อมั่นในชื่อแบรนด์เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าอย่างยั่งยืน

ส่วนด้านความท้าทายในมุมการทำธุรกิจ  ก้องภพ มองว่า “โอกาส” ที่มีน้อย ทั้งในแง่ในการให้บริการลูกค้า 1 คนมันไม่ง่าย การที่คนจะตัดสินใจเข้ามาใช้บริการในซาลอน ยากกว่าการตัดสินใจลองชิมอาหาร ต้องเริ่มจากมีแบรนด์ที่แข็งแรงก่อน ต่อมาคือรีวิว ราคา ซึ่งต้องอาศัยการตัดสินใจที่ค่อนข้างซับซ้อนแบรนด์จึงต้องเข้าไปนั่งในใจลูกค้าให้ได้ก่อน และเมื่อนั้นก็ไม่ยากที่จะกลายมาเป็นแบรนด์ประจำตัวของลูกค้า หรือที่เรียกว่า Brand love นั่นเอง

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney