ดิสนีย์แลนด์หรือจะเป็นหนี้แลนด์ ไทยไหวแค่ไหน?ระดับโลกเลือกประเทศไม่ได้ดูแค่รัฐมีเงิน-มีที่ดินเหลือ

Business & Marketing

Marketing & Trends

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล

Tag

ดิสนีย์แลนด์หรือจะเป็นหนี้แลนด์ ไทยไหวแค่ไหน?ระดับโลกเลือกประเทศไม่ได้ดูแค่รัฐมีเงิน-มีที่ดินเหลือ

Date Time: 14 ม.ค. 2569 15:04 น.

Video

จาก "รวยเงิน จนเวลา" สู่เกษียณ 35! ของพอล ภัทรพล? l Money Secret EP.13

Summary

รัฐบาลไทยเสนอแนวคิดดึง Disneyland มาตั้งในไทยเพื่อกระตุ้น EEC และการท่องเที่ยว

  • โครงการนี้มีขนาดการลงทุนสูง คาดว่าจะใช้งบประมาณ 256,000-292,000 ล้านบาท
  • พื้นที่เป้าหมายคือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี
  • การตัดสินใจขึ้นอยู่กับความพร้อมของไทยในหลายด้าน เช่น ตลาดในประเทศและเสถียรภาพนโยบาย
  • Disney จะพิจารณาจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและวัฒนธรรมท้องถิ่น

Latest


"แนวคิดการดึง Disneyland" เข้ามาตั้งในประเทศไทยถูกโยนขึ้นมาบนโต๊ะอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 โดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย หวังใช้เป็นตัวเร่งให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC อย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เดินหน้าได้จริง พร้อมทั้งยังเป็นจุดขายใหม่ให้กับไทย สานฝันการมี “Man-Made Destination” แข่งขันในระดับโลก

Disneyland ประเทศไทย ทำไมรัฐบาลไทยสนใจ ไอเดียมาจากไหน?

สาระสำคัญจากถ้อยแถลงของพิพัฒน์ชัดเจนว่า การสร้างสนามแข่งขันระดับโลก (Sport Complex) เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับนานาชาติ โครงการเดิมที่ได้หารือไว้ก่อนหน้านี้ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ประกอบไปด้วย สนามแข่งขันกีฬาในร่มที่สามารถจุผู้คนได้ 30,000 ที่นั่ง สนามฟุตบอล 80,000 ที่นั่ง รวมถึงสระว่ายน้ำมาตรฐานโลก แม้จะจำเป็นแต่ไม่ใช่แม่เหล็กที่ดึงดูดคนได้ทุกวัน แนวคิดการสร้าง Disneyland จึงถูกหยิบยกขึ้นมา

พิพัฒน์ กล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ, อู่ตะเภา) และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกยังไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หากยืนอยู่ลำพัง นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังมีที่ดินว่างจำนวนมาก โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. มีแผนจะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้อยู่แล้วจึงเหลือแค่การหาจุดขายใหม่ ๆ ใส่ลงไปอยู่แล้ว

โดยหลังจากนำเสนอไอเดียนี้ในปีที่แล้ว เบื้องต้นมีนักลงทุนที่แสดงความสนใจเข้ามา ซึ่งเป็นนักลงทุนไทยแต่ยังเปิดเผยไม่ได้ โดยยืนยันว่าการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาจัดตั้งในประเทศไทยนั้นได้หารือกับสกพอ. เป็นที่เรียบร้อย พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอแผนงานอย่างเป็นรูปธรรมโดยรัฐบาล

พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ไทยได้เปรียบทั้งในเรื่องพื้นที่ ขนาดโครงการ ต้นทุนการท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทำเลที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของภูมิภาคและการมีโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางที่พร้อมเชื่อมต่อพื้นที่ดังกล่าวได้ นักท่องเที่ยวสามารถลงสนามบินสุวรรณภูมิหรือสนามบินอู่ตะเภา และนั่งรถไฟความเร็วสูงมาเที่ยวได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นยังสามารถเดินทางไปเที่ยวยังจุดหมายอื่น ๆ ต่อภายในประเทศได้อีกด้วย

Disneyland Thailand ในบริบทนี้จึงไม่ใช่แค่สวนสนุก แต่อาจเรียกได้ว่าเป็นหมากแก้เกม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปลุกชีวิตโครงการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC ที่หยุดนิ่งมานานกว่า 5 ปี โดยคาดหวังว่าไอเดียนี้จะสนับสนุน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ให้ดำเนินการก่อสร้างต่อ และทำให้เอกชนตัดสินใจง่ายขึ้นในการลงทุนเพิ่มเติมหลังจากนี้

ถ้า Disneyland มาไทย จะมาในรูปแบบไหน? มูลค่าลงทุนกี่แสนล้าน?

แนวทางที่เปิดเผยออกมาจัดได้เป็น 2 ระดับ อ้างอิงจากถ้อยแถลงวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา

  • เชิญ Disney มาลงทุนโดยตรง รัฐบาลไทยทำหนังสือเชิญชวนให้เอกชนไทยเป็นแกนร่วมลงทุน โดยรัฐบาลทำหน้าที่จัดพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน
  • หาก Disney ไม่มาลงทุนเอง ไทยสามารถซื้อลิขสิทธิ์ (License) เพื่อพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ คล้ายโมเดลสวนสนุกระดับโลกในบางประเทศ

หากดูจากข้อมูลที่พิพัฒน์อ้างถึง Disneyland ขนาดเล็กจะอยู่ที่ 960 ไร่ ขนาดกลางจะอยู่ที่ 1,800-2,000 ไร่ ขณะที่ขนาดใหญ่จะอยู่ที่ 3,000 ไร่ ซึ่งเมื่อรวมกับแนวคิดจากไอเดียเดิมที่จะสร้างสนามแข่งขันที่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างรองรับงานประชุมระดับนานาชาติ พื้นที่รวมอาจแตะราว 5,000 ไร่ ซึ่งใหญ่กว่า Shanghai Disney Resort ประเทศจีนที่มีขนาดประมาณ 2,435 ไร่ ที่ใช้งบลงทุน 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 175,450 ล้านบาท

จากการเทียบสัดส่วนลงทุน ประเทศไทยอาจต้องใช้งบลงทุนสูงถึง 7,000-8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 256,000-292,000 ล้านบาท บนสัดส่วนพื้นที่ 3,000 ไร่ เพื่อสร้างสวนสนุกระดับโลกให้ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ซึ่งยังไม่รวมกับต้นทุนการก่อสร้างในยุคปัจจุบันที่สูงขึ้น

แม้ยังไม่ระบุชื่อจังหวัดตรงๆ แต่จากเงื่อนไขทั้งหมด Disneyland แห่งนี้จะอยู่ในเขตพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าพื้นที่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ ชลบุรี

ปัจจุบันสวนสนุก Disneyland และสวนสนุกในเครือของ The Walt Disney Company มีจำนวน 12 แห่ง กระจายอยู่ใน 6 รีสอร์ตหลักทั่วโลก ได้แก่

สหรัฐอเมริกา

- Disneyland Park (แคลิฟอร์เนีย)

- Disney California Adventure (แคลิฟอร์เนีย)

- Magic Kingdom (ฟลอริดา)

- EPCOT (ฟลอริดา)

- Disney’s Hollywood Studios (ฟลอริดา)

- Disney’s Animal Kingdom (ฟลอริดา)

ญี่ปุ่น
- Tokyo Disneyland
- Tokyo DisneySea

ฝรั่งเศส
- Disneyland Park (ปารีส)
- Walt Disney Studios Park (ปารีส)

จีนและฮ่องกง
- Shanghai Disney Resort (เซี่ยงไฮ้)
- Hong Kong Disneyland (ฮ่องกง)

ปัจจุบัน Disney กำลังสร้าง Disneyland Abu Dhabi ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะเป็นรีสอร์ตดิสนีย์แห่งแรกในตะวันออกกลางและเป็นแห่งที่ 7 จากทั่วโลก โดยคาดเสร็จช่วงประมาณต้นปี 2030 สำหรับภูมิภาคอาเซียนจะเห็นว่ายังไม่มีสวนสนุกของ Disney ตั้งอยู่เลย ดังนั้นถ้ารัฐบาลไทยสามารถดึง Disneyland หรือสวนสนุกในเครือเข้ามาตั้งจริงในไทยอย่างเป็นทางการ จะถือเป็นครั้งแรกที่มีสวนสนุกระดับโลกภายใต้แบรนด์ Disney ในภูมิภาคอาเซียน

พลิกเศรษฐกิจขนาดไหน บทเรียนจากสหรัฐฯ กับคำถามใหญ่ของประเทศไทย

หลัง Disneyland เปิดตัวครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 70 ปีก่อน ปัจจุบันแบรนด์ Disneyland สร้างความสำเร็จทั้งมิติของธุรกิจและวัฒนธรรม เป็นตัวอย่างของโมเดลธุรกิจสวนสนุกหรืออุตสาหกรรมธีมพาร์กสมัยใหม่ที่กลายเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจที่ทรงพลังของสหรัฐอเมริกา

Disney Parks & Resorts สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สหรัฐฯ สูงถึง 67,000 ล้านดอลลาร์หรือราว 2.3 ล้านล้านบาทต่อปี และสนับสนุนการจ้างงานมากกว่า 403,000 ตำแหน่ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ครอบคลุมรัฐแคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และลามไปถึงทั้ง 50 รัฐของสหรัฐฯ

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Disneyland ไม่ได้สร้างรายได้แค่จากตั๋วสวนสนุก แต่เป็นเครื่องจักรที่สร้างระบบเศรษฐกิจทั้งผืน ตั้งแต่โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ซัพพลายเออร์ และบริการท้องถิ่นต่างๆ พร้อมสร้างรายได้ภาษีจำนวนมากให้กับรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาล ก่อให้เกิดระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่

หากมองจากโมเดลสหรัฐฯ ผลกระทบเชิงบวกที่เราคาดการณ์ได้ในประเทศไทย คือ การลงทุนโดยตรงระดับแสนล้านบาท การจ้างงานจำนวนมากระยะยาว การเพิ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่กำลังซื้อสูงและยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ การเปลี่ยนพื้นที่โดยรอบให้เติบโตไปด้วย การใช้โครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนไว้แล้ว และการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก

มาถึงตรงนี้ คำถามที่คนไทยเอาใจช่วยว่าไทยจะถูกเลือกหรือไม่? เราพร้อมเป็นบ้านของ Disneyland ได้หรือยัง และเราพร้อมแค่ไหนกับโมเดลธุรกิจสวนสนุกระดับนี้ ?

การขยายอาณาจักรของดิสนีย์ในเอเชียไม่ได้ใช้สูตรสำเร็จเดียวกัน แต่ละแห่งมีรูปแบบธุรกิจที่สะท้อนถึงกลยุทธ์ในช่วงเวลานั้นๆ รวมถึงการพิจารณาไปถึงกฎหมายและสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่สะท้อนระดับความเสี่ยงในการควบคุมและการปรับเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน

1) Tokyo Disneyland โมเดลใช้ลิขสิทธิ์ (The Licensing Model) Tokyo Disneyland (ปี 2526) คือ สวนสนุกแห่งแรกนอกสหรัฐอเมริกาและเป็นแห่งเดียวในโลกที่ดิสนีย์ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เลือกที่จะขายลิขสิทธิ์แทนการลงทุนด้วยตัวเอง

  • โครงสร้าง: บริษัท Oriental Land Co., Ltd. (OLC) กลุ่มทุนญี่ปุ่นเป็นเจ้าของและผู้บริหารจัดการ 100%
  • ข้อตกลง: ดิสนีย์ไม่ต้องลงทุนสร้างแม้แต่บาทเดียว แต่ให้สิทธิ์ในการใช้ตัวละคร (IP) และงานออกแบบแลกกับค่าธรรมเนียม (Royalties) ประมาณ 10% จากค่าบัตรผ่านประตู และ 5% จากยอดขายอาหารและของที่ระลึ
  • ผลลัพธ์ : เป็นสวนสนุกที่สร้างรายได้และกำไรอย่างมหาศาล ความสำเร็จนี้ทำให้ในโครงการต่อๆ มา ดิสนีย์เปลี่ยนมาใช้โมเดลการร่วมทุนแทน

2) Hong Kong Disneyland โมเดลร่วมทุนรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) Hong Kong Disneyland (ปี 2548) เปลี่ยนมาใช้โมเดลร่วมลงทุน (Joint Venture) กับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • โครงสร้าง: เป็นการร่วมทุนระหว่าง The Walt Disney Company (47%) และ รัฐบาลฮ่องกง (53%) และบริหารงานโดยบริษัท Hong Kong International Theme Parks Limited (HKITP)
  • ข้อตกลง : รัฐบาลฮ่องกงเป็นฝ่ายทุ่มเงินเองเพื่อสนับสนุนที่ดินและการถมทะเล ส่วนดิสนีย์ดูแลแบรนด์และการบริหาร โดยดิสนีย์เปลี่ยนจากแค่กินค่าลิขสิทธิ์ มาเป็นผู้ถือหุ้นที่แบ่งกำไรและขาดทุนจริง
  • ผลลัพธ์: แม้ที่ฮ่องกงจะมีขนาดเล็กที่สุด แต่ก็เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวพรีเมียมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาด้วยโลเคชันที่ไม่ไกลมาก โมเดลนี้ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจขยายสวนสนุกได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองเพราะต้องใช้งบประมาณรัฐ

3) Shanghai Disney Resort โมเดลร่วมทุนภายใต้การบริหารของดิสนีย์ (Modified JV) Shanghai Disney Resort (ปี 2559) เป็นโมเดลที่ซับซ้อนที่สุดเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายจีน โดยมีการแยกโครงสร้างออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

  • โครงสร้าง
    • ส่วนเจ้าของสินทรัพย์ (Owner Companies):
      Shanghai Shendi Group: 57% (กลุ่มรัฐวิสาหกิจของจีน)
      The Walt Disney Company: 43%
    • ส่วนบริษัทบริหารจัดการ (Management Company):
      The Walt Disney Company: 70%
      Shanghai Shendi Group: 30%
  • ข้อตกลง : โครงสร้างนี้ช่วยให้ Disney สามารถควบคุมมาตรฐานการดำเนินงาน (Operational Control) ได้อย่างเบ็ดเสร็จแม้จะเป็นผู้ถือหุ้นน้อยในแง่ของทรัพย์สิน รวมถึงการคุมมาตรฐานการบริการและทิศทางการสร้างสรรค์
  • ผลลัพธ์ : โมเดลนี้ทำให้สวนสนุกที่มาทีหลังใครประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยมีเอกลักษณ์การผสมผสานความเป็นดิสนีย์เข้ากับวัฒนธรรมจีนอย่างเข้มข้น ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสวนสนุกสมัยใหม่ที่ใหญ่และล้ำหน้าที่สุดในเอเชีย
  • ในสายตาของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Disney ทำเลสวยและตัวเลขนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการตัดสินใจ แม้บ้านเราจะติดท็อป Tourism Hub ขวัญใจนักท่องเที่ยวมีที่ดิน มีทรัพยากร มีชื่อเสียงด้านการบริการ เพราะตัวอย่างของ Disneyland ในเอเชีย บทเรียนจากโตเกียว ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ ชี้ชัดว่า Disney เลือกประเทศจาก “ความพร้อมเชิงโครงสร้าง”

    Disney ใช้การประเมินเชิงยุทธศาสตร์หลายมิติเพื่อให้การลงทุนระดับหลายพันล้านสามารถสร้างผลตอบแทนได้ยาวนานกว่า 50 ปี โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างความเป็นแบรนด์ Disneyland และวัฒนธรรมท้องถิ่นประเทศนั้นๆ

    สิ่งที่ประเทศไทยยังต้อง “เติมให้เต็ม” หากหวังดึง Disneyland

    1. ตลาดในประเทศต้องแข็งแรง ไม่พึ่งนักท่องเที่ยวอย่างเดียว

    Disneyland ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก แต่ต้องพึ่งผู้เข้าชมซ้ำจากตลาดในประเทศและภูมิภาคใกล้เคียง สำหรับไทย ความท้าทาย คือ กำลังซื้อชนชั้นกลางยังเปราะบาง ค่าใช้จ่ายด้านความบันเทิงระดับพรีเมียมยังไม่ใช่พฤติกรรมหลักของครัวเรือน ส่งผลให้การเดินทางซ้ำเพื่อ “ประสบการณ์” มากกว่าการท่องเที่ยว ยังไม่แข็งแรงเท่าญี่ปุ่นหรือจีน หากไทยต้องการเป็นฐาน Disneyland จริง ตลาดภายในประเทศต้องพิสูจน์ได้ว่ารองรับการใช้จ่ายระยะยาวไม่ใช่แค่ช่วงไฮซีซัน

    2. เสถียรภาพเชิงนโยบาย

    Disney มองการลงทุนยาวกว่า 50 ปี นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงเชิงนโยบายสำคัญไม่แพ้ผลตอบแทน โจทย์ของไทยจึงเป็นเรื่องของความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ ความชัดเจนด้านกฎหมาย การถือครองที่ดิน สิทธิประโยชน์ และการกำกับดูแล โดยเฉพาะความสามารถในการรักษาข้อตกลงข้ามรัฐบาล ในมุมมองนักลงทุนโลก ความไม่แน่นอนเหล่านี้ คือ ต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างยิ่ง

    3. โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นระบบ

    ไทยยังต้องพิสูจน์ว่าระบบขนส่งมวลชนสามารถรองรับผู้คนหลายหมื่นต่อวันได้จริง สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ถนน โรงแรม และเมืองโดยรอบ เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ การบริหารพื้นที่โดยรอบไม่ปล่อยให้เติบโตแบบกระจัดกระจาย เพราะ Disney มองเมืองรอบสวนสนุก ไม่แพ้ตัวสวนสนุกเอง ดังนั้นความชัดเจนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของ EEC อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องรีบแก้

    4. ระบบแรงงานและบริการ

    Disneyland จัดเป็นธุรกิจบริการขั้นสูงที่วัดกันที่รายละเอียดระดับวินาทีและรอยยิ้ม ไทยมีจุดแข็งด้าน Hospitality แล้วแต่ยังต้องยกระดับแรงงานให้ทำงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ สร้างวัฒนธรรมบริการที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่เก่งเฉพาะบางพื้นที่ รองรับแรงงานจำนวนมากในระยะยาว พร้อมระบบฝึกอบรมและพัฒนา

    5. โมเดลการลงทุนต้องชัด

    ในเอเชีย Disney ใช้หลายโมเดล ตั้งแต่ Licensing แบบญี่ปุ่น หรือ Joint Venture แบบจีน ไทยต้องตอบให้ได้ว่า ใครคือเจ้าภาพหลัก รัฐมีบทบาทแค่ไหน เอกชนไทยพร้อมรับความเสี่ยงระดับหมื่นล้านเหรียญจริงหรือไม่ หากโครงสร้างนี้ยังไม่ชัด ความสนใจก็ยากจะขยับเป็นสัญญา

    สำหรับประเทศไทย ดีล Disneyland เราไม่อาจมองได้ว่าเป็นแค่เรื่องการเร่ขายไอเดีย เชิญนักลงทุนกระเป๋าหนามาลงทุน แต่นี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ของหลายภาคส่วนที่ยังไม่ถูกพูดถึง และควรกลับมาเช็คความพร้อมของประเทศโดยด่วน ไทยพร้อมยกระดับทั้งระบบเพื่อให้ถูกเลือกแล้วหรือไม่ หากไทยสามารถทำได้ Disneyland อาจไม่ใช่แค่ความฝันเชิงสัญลักษณ์ แต่จะกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้อยู่แค่ในจินตนาการของรัฐบาล



    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


    Author

    พิมพ์ชญา ภมรพล

    พิมพ์ชญา ภมรพล
    from digital economies to the art of brand identity