
นางสาวนัทธมน พิศาลกิจวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี เอ็น เอ็น เรเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารเครือสุกี้ตี๋น้อย เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “นายพรานหมูกระทะ” อย่างเป็นทางการ โดยสาขาแรกนำร่องเปิดให้บริการที่โครงการออนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี มูลค่าการลทุน 25 ล้านบาท และมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมในจังหวัดขอนแก่น สกลนคร อุดรธานี และนครปฐม เพื่อให้ครบ 5 สาขาภายในปี 2569
การเข้าสู่ตลาดหมูกระทะครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ขยายพอร์ตธุรกิจร้านอาหารของกลุ่ม หลังจากประสบความสำเร็จกับแบรนด์สุกี้ตี๋น้อย โดยมองเห็นช่องว่างทางการตลาดที่ยังเปิดกว้าง แม้หมูกระทะจะเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของคนไทยมาอย่างยาวนาน
“ตลาดหมูกระทะมีมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดสุกี้มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ช่องว่างยังมีอีกมาก ทั้งที่คนไทยนิยมรับประทานหมูกระทะอย่างแพร่หลาย แต่ตัวเลขตลาดยังไม่สะท้อนความนิยมดังกล่าว เพราะยังไม่มีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาพัฒนาตลาดอย่างจริงจัง”
สำหรับจุดเด่นของ “นายพรานหมูกระทะ” บริษัทไม่ได้ต้องการเป็นเพียงร้านหมูกระทะทั่วไป แต่พัฒนารูปแบบร้านให้ผสานวัฒนธรรมการกินอาหารอีสานเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ โดยมีเมนูส้มตำและยำที่ปรุงสดใหม่จานต่อจาน รวมถึงข้าวเหนียว ขนมจีน และข้าวสวยให้บริการแบบไม่อั้นภายในบุฟเฟต์
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนารสชาติเนื้อหมูหมัก ซึ่งใช้เวลากว่า 6 เดือนในการคิดค้นสูตร เพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้นแต่ไม่หนักจนเกินไป พร้อมรักษามาตรฐานคุณภาพให้เหมือนกันทุกสาขา
“เราอยากยกระดับอาหารไทยพื้นบ้านให้เข้าถึงง่าย มีมาตรฐาน และมีคุณภาพสม่ำเสมอ ไม่ต่างจากร้านอาหารเชนระดับโลกที่ลูกค้าสามารถคาดหวังรสชาติเดียวกันได้ทุกสาขา”
ร้านนายพรานหมูกระทะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.30 น. จนถึง 05.00 น. ของวันถัดไป ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับสุกี้ตี๋น้อยที่ประสบความสำเร็จในการจับกลุ่มลูกค้าช่วงดึกและผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์นอกเวลาปกติ
ในด้านการแข่งขัน บริษัทยอมรับว่าร้านหมูกระทะท้องถิ่นยังมีจุดแข็งเฉพาะตัว ทั้งความหลากหลายของเมนูและบรรยากาศร้าน แต่เชื่อว่าความได้เปรียบของนายพรานหมูกระทะอยู่ที่มาตรฐานการบริการ ความสะอาด และความสม่ำเสมอของคุณภาพอาหาร
ปัจจุบันกลุ่มบี เอ็น เอ็น เรเตอรองท์ กรุ๊ป มีร้านอาหารในเครือหลายรูปแบบ ประกอบด้วย สุกี้ตี๋น้อย 116 สาขา สุกี้ตี๋น้อย พลัส 17 สาขา Teenoi BBQ 10 สาขา และตี๋น้อย โกลด์ อีก 2 สาขา
สำหรับแบรนด์ Teenoi BBQ จะยังคงวางตำแหน่งตลาดแตกต่างจากนายพรานหมูกระทะ โดยเน้นปิ้งย่างสไตล์เกาหลีและมีราคาสูงกว่า อยู่ที่ 362 บาทสุทธิต่อคนในตลาดกรุงเทพฯ เป็นหลัก ขณะที่นายพรานหมูกระทะตั้งราคา 299 บาทสุทธิต่อคน เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น
ด้านภาวะเศรษฐกิจ นางสาวนัทธมนยอมรับว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยบริษัทเคยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนภายหลังสิ้นสุดโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งส่งผลให้จำนวนลูกค้าปรับลดลงราว 10%
สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ภาครัฐเตรียมดำเนินการ บริษัทประเมินว่าในช่วงเริ่มต้นอาจส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปชั่วคราว เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านของมาตรการภาครัฐในอดีต บริษัทจึงใช้จังหวะดังกล่าววางแผนปรับปรุงร้านสุกี้ตี๋น้อยจำนวน 3 สาขา ซึ่งเปิดให้บริการมานานกว่า 6 ปี เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและเตรียมความพร้อมรองรับการฟื้นตัวของกำลังซื้อในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าในภาพรวมโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการสร้างสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี ซึ่งยังต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีผลต่อกำลังซื้อของประชาชนอย่างชัดเจน เราเห็นผลมาแล้วหลังสิ้นสุดโครงการคนละครึ่ง ดังนั้นหากไทยช่วยไทยพลัสสามารถเดินหน้าได้ตามแผน ก็จะเป็นอีกแรงสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างความคึกคักให้กับระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง” นางสาวนัทธมน กล่าว