
แม้ว่า “เทรนด์คนโสด” จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องสะท้อน ถึงวิกฤติด้านโครงสร้างทางสังคม และ ประชากรทั่วโลก รวมถึง ประเทศไทยด้วยนั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นสังคมตัวคนเดียว จนนำมาซึ่ง คำฮอตติดปาก ว่า “เศรษฐกิจคนโสด” ก็กำลังนำมาซึ่ง โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมาย
มองลึกลงไป สังคมยุคหน้า เศรษฐกิจอาจไม่ได้ขับเคลื่อน แค่ “คนโสด” เท่านั้น หากแต่ยังจะมี คนเศร้า เหงา และขี้เกียจ อีกด้วย
ข้อมูลล่าสุดของ futuretaleslab ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาจัดตั้งโดย MQDC ระบุว่า ปัจจุบันไปจนถึงปี 2037 พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจในประเทศที่มีฐานะปานกลางไปจนถึงปานกลางค่อนบน
จากแนวโน้มเด็กเกิดน้อยลง ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น คนในเจเนอเรชัน Y และ Z โดยทั่วไป ที่กำลังสร้างตัว กลับไม่มีพื้นที่มากนักที่จะเติบโตในองค์กร ทำให้คนเจเนอเรชัน Y และ Z ทั่วโลกซึ่งเติบโตมาในยุคเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกพร้อมกัน (The Great Recession) มีแนวโน้มเป็นโสดมากขึ้น มีภาวะซึมเศร้ามากขึ้น มีรายงานว่ารู้สึกเหงามากขึ้น และยังรู้สึกหมดไฟที่จะสู้ชีวิตและทำงานต่อไป
เช่น ปรากฏการณ์การลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) ที่แรงงานทั่วโลกเลือกจะลาออกเพื่อรักษาสุขภาพจิตตนเองในช่วงโควิดแม้ว่าจะไม่มีงานรองรับ
หรือ ปรากฏการณ์ นอนราบ (Lying Flat) ในช่วง ปี 2021 ที่แรงงานหนุ่มสาวในจีนหยุดพักแสวงหาความสำเร็จ แต่เลือกจะไม่ทำอะไรเลยและนอนเฉยๆ อยู่ที่บ้าน ไปจนถึงปรากฏการณ์ Quiet Quitting ที่แรงงานอายุน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในเจเนอเรชัน Z เลือกที่จะทำงานให้ตามคำสั่งเท่านั้น
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า เทรนด์นี้จะยังคงดำเนินต่อไป โดยความโสดและความเหงาที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก ล้วนมีผลต่อความคิด การตัดสินใจ และพฤติกรรมการบริโภคของผู้คน ทั้งยังเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ
โดยพบ 34% ของธุรกิจสตาร์ทอัพทั่วโลกในจำนวน 100 ราย ล้วนเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดคนขี้เกียจ เช่น
“บ้านที่มีคนอาศัยอยู่คนเดียวจะบริโภคคอนเทนต์ออนไลน์มากกว่าบ้านที่มีคนอยู่สองคนขึ้นไปมากถึง 1.5-3.5 เท่า ทั้งวิดีโอ เพลง และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) 97% ของคนโสดต่างก็เคยช็อปปิ้งออนไลน์ และ 62% ของคนได้รับอิทธิพลมาจาก KOL หรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่เริ่มมีทิศทางหรูหรามากขึ้น“
อย่างไรก็ดี futuretaleslab ยังวิเคราะห์ว่า การเป็นโสดและต้องอาศัยอยู่คนเดียวทำให้ผู้หญิงที่ต้องการท่องเที่ยว หรือเดินทางแนวผจญภัยมีแนวโน้มออกไปท่องเที่ยวคนเดียวมากขึ้น เศรษฐกิจเพื่อผู้หญิง (SHEconomy) จะยิ่งเติบโต ซึ่งระบบโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการหลายอย่าง อาจต้องมีการปรับปรุง เช่น การรักษาความปลอดภัยในที่พัก แพ็กเกจการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาคนเดียว เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ธุรกิจหาคู่และความบันเทิงทางเพศออนไลน์จะเติบโตมากขึ้น ซึ่งอาจ จำเป็นต้องมีการสอดส่องดูแลในสังคมเกี่ยวกับเนื้อหาทางเพศที่ไม่เหมาะสมในแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อค่านิยมในสังคม เช่น การขัดขืนฝืนใจ หรือการกระทำอนาจารในที่สาธารณะ เป็นต้น
ที่มา : บทวิเคราะห์ของ futuretaleslab