
นางสาวรสรินทร์ ติยะวราพรรณ และนายวิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดร้านอาหารไทยปี 2569 คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 660,000 ล้านบาท เติบโต 4.6% ขณะที่ตลาดสุกี้และชาบูมีมูลค่า 35,000–40,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 5–8% ต่อปี แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่แบรนด์ที่สามารถสร้างความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่แตกต่างยังมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะร้านบุฟเฟต์ที่ตอบโจทย์ทั้งความหลากหลายและความคุ้มค่า
ปัจจุบันบริษัทมีร้านอาหารรวม 45 สาขา แบ่งเป็น ลัคกี้ สุกี้ 33 สาขา และลัคกี้ บาร์บีคิว 12 สาขา และมีแผนขยายเพิ่มอีก 25–30 สาขาในปีนี้ โดยเน้นทำเล Community Mall และหัวเมืองหลัก พร้อมความร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เพื่อเสริมศักยภาพด้านระบบบริหารจัดการ ซัพพลายเชน และการวิเคราะห์ข้อมูลทำเล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน บริษัทได้เปิดตัวร้านรูปแบบใหม่ ลัคกี้ มาร์เช่ (Lucky Marché) สาขาแรกบริเวณแยกเกษตร ด้วยงบลงทุนกว่า 20 ล้านบาท บนพื้นที่มากกว่า 700 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด Food Market Experience ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกวัตถุดิบและปริมาณได้เองจากบาร์อาหารกลางร้าน แทนรูปแบบเดิมที่เสิร์ฟเป็นชุดสำเร็จจากหลังบ้าน โดยตั้งเป้าขยายโมเดลนี้มากกว่า 10 สาขาในปี 2569 เพื่อใช้เป็นต้นแบบการเติบโตในอนาคต
“โมเดล Lucky Marché ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบบริการ แต่เป็นการตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความยืดหยุ่นและมีส่วนร่วมกับประสบการณ์มากขึ้น เช่น การเลือกเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องการรับประทาน ช่วยลดปัญหาอาหารเหลือทิ้ง และเพิ่มความรู้สึกคุ้มค่าให้กับลูกค้า ขณะเดียวกันยังเพิ่มเมนูใหม่ เช่น เครื่องดื่มสลัชชี่ ของทอด และเตรียมเพิ่มเมนูพรีเมียม เพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่” ทั้งสองกล่าว
ในเชิงกลยุทธ์ โมเดลใหม่ยังสะท้อนการปรับตัวของธุรกิจร้านอาหารจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านประสบการณ์และคุณค่า โดยบริษัทมีฐานสมาชิกกว่า 500,000 ราย ซึ่งจะถูกนำมาใช้พัฒนากลยุทธ์ CRM และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังจังหวัดใหม่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีสาขาครอบคลุมเพียงบางพื้นที่เพียงแค่ 10 กว่าจังหวัดเท่านั้น รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายในช่องทางค้าปลีก เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต ขณะที่ยอดขายจากเดลิเวอรี่ยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของรายได้รวม สะท้อนว่าการรับประทานในร้านยังเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ
ทั้งนี้ ผู้บริหารทั้งสองมองว่าตลาดสุกี้ไทยยังมีศักยภาพเติบโต และการแข่งขันที่รุนแรงจะช่วยขยายขนาดตลาดโดยรวม โดยเป้าหมายระยะถัดไปของบริษัทคือการผลักดันรายได้สู่ระดับ 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะอาศัยการขยายสาขา โมเดลร้านใหม่ และการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าเป็นกลไกสำคัญในการเติบโต.