
กว่า 3 ทศวรรษที่ “แจ็ค แอนด์ จิล” (Jack'n Jill) ในฐานะผู้นำผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ยูอาร์ซี (ประเทศไทย) โลดแล่นอยู่ในตลาด ด้วยการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 ปัจจุบันมีขนมกว่า 5 หมวดหมู่ 15 แบรนด์ อาทิ ฟันโอ, ทิวลี่ ,โรลเลอร์ โคสเตอร์, ครีมโอ, ดิวเบอร์รี่, โลซาน, ไดนาไมท์, เอ็กซ์.โอ, LUSH และอีกมากมาย ที่ครองใจคนไทยทุกยุคทุกสมัย โดยมี “โรลเลอร์ โคสเตอร์” เป็นสินค้าแบรนด์แรกในการทำตลาด ก่อนที่จะเปิดตัวแบรนด์อื่นๆ ตามมา จนทำให้ปัจจุบันมีสินค้าในพอร์ตกว่า 300 SKUs
แต่ทั้งนี้หากพูดถึงสินค้าเรือธงที่ยังคงทำรายได้สูงสุดเสมอมาเห็นจะเป็น “ฟันโอ” และ “ทิวลี่” ที่สร้างผลประกอบการให้กับ URC อย่างน่าภูมิใจ
แต่กระนั้นหากย้อนกลับไปดูจะพบว่าเส้นทางของ “ตลาดบิสกิต” หรือขนมชิ้นเล็กๆ อย่างคุกกี้ และเวเฟอร์ ในประเทศไทย มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะกว่า URC จะขึ้นมายืนอยู่ในสนามของการเป็น 1 ใน 10 ผู้เล่นหลักที่ครองตลาดขนมขบเคี้ยวเมืองไทยในปัจจุบัน เรียกได้ว่าท้าทายไม่น้อย
ด้วยมูลค่าตลาดจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท โตเพียง 6% ประกอบด้วยแครกเกอร์ มูลค่าอยู่ที่ 5,000-6,000 ล้านบาท เติบโต 9% ด้านคุกกี้ 4,000 ล้านบาท โต 3% และเวเฟอร์ 4,000 ล้านบาท โต 4% ที่แม้จะมีอัตราการเติบโตที่ไม่หวือหวาเท่าไรนัก แต่ก็นับว่าเป็นตลาดที่หอมหวานไม่น้อย เพราะด้วยเป็นสินค้าที่ยังไง “ก็ขายได้” และราคาเริ่มต้นเพียงหลักสิบเท่านั้น ผู้บริโภคจึงยังคงนิยมชมชอบที่จะเลือก “ซื้อ” อยู่เสมอ ทำให้มีผู้เล่นรายใหญ่ และรายเล็ก พร้อมชิงส่วนแบ่งการตลาดเค้กก้อนนี้กันอย่างเนืองแน่น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงมีความท้าทายอีกหนึ่งประการนั่นคือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ ที่ทำให้ต้นทุนสูง ผู้เล่นในตลาดจึงต้องมีการปรับตัว จนกระทั่งนำมาซึ่งการปรับราคาสินค้าขึ้น และนั่นเองเมื่อผู้บริโภคแบกรับ “เรตราคา” ที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ไหว จึงเกิดการบริโภคที่น้อยลง โดยเฉพาะผู้บริโภคที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด
ทำให้ธุรกิจต่างๆ จึงได้รับเอฟเฟกต์ในวงกว้าง ต่างฝ่ายต่างต้องประคับประคองให้ธุรกิจของตัวเองไปต่อได้ ทั้งการปรับราคาขึ้น การลดจำนวนสินค้า ชะลอการผลิต หรือแม้กระทั่งการเบนเข็มสู่น่านน้ำใหม่ เพื่อหลีกหนีการเปลี่ยนแปลงของตลาด และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ดูจะผิดแปลกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
แจ็ค แอนด์ จิล ในฐานะเบอร์ 1 ของตลาดบิสกิต และเวเฟอร์ในขณะนี้ ที่มีมาร์เก็ตแชร์สูงถึง 10% ที่ผ่านมาก็ได้มีการลดจำนวนสินค้าลง และปรับราคาขึ้นอย่าง "ฟันโอ" ปรับปริมาณเป็น 4 ชิ้น ในราคา 5 บาท ส่วน “ทิวลี่” ปรับราคาขึ้นจาก 2 ชิ้น เป็น 3 บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายในต่างจังหวัด เพราะถือเป็นฐานลูกค้าหลักเลยก็ว่าได้ ทำให้ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มียอดขายเติบโตเพียงหนึ่งหลักเท่านั้น
จนกระทั่งหลังจากโควิดคลี่คลาย ก็ถือเป็นยุคทองของตลาดบิสกิต และเวเฟอร์ เลยก็ว่าได้ เพราะด้วยกำลังซื้อกลับมากระเตื้องขึ้น ผู้คนต่าง “โหยหา” ขนมเพื่อมาเยียวยาจิตใจ รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกลับมาเป็นปกติ และเทศกาลช็อปปิ้งก็มักจะช่วยกระตุ้นด้านยอดขายของตลาดได้เป็นอย่างดี ทำให้มีการคาดการณ์ว่าตลาดบิสกิตจะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก หรือดับเบิลดิจิต จากปีก่อนที่ทำไว้เพียง 6% ซึ่งถือได้ว่าเติบโตมากกว่าสินค้า FMCG และสแน็ก
ฐานันท์ สุวรรณรักษ์ ผู้จัดการทั่วไป ประเทศไทย ลาว และกัมพูชา และรองประธานบริษัท ยูอาร์ซี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2567 นี้ แจ็ค แอนด์ จิล ได้เร่งเครื่องเต็มกำลังเพื่อเดินหน้าทวงคืนบัลลังก์ของความเป็นเบอร์หนึ่ง ด้วยการทุ่มทำตลาดรวมทุกแบรนด์ตลอดทั้งปี รวม 500 ล้านบาท
และเมื่อเริ่มศักราชใหม่ ก็ไม่รอช้าที่จะเปิดเกมรุกก่อนใคร ดึงงบกว่า 200 ล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งเบอร์หนึ่ง 1 ในตลาดคุกกี้ และเวเฟอร์ กับ 2 แบรนด์ 2 แคมเปญ “ฟันโอ รวยเรียกพี่ คุกกี้ทองคำ ลุ้นทองกว่า 3 ล้านบาท” และ “ทิวลี่ ทวิน ฟินเป็นคู่ แจกโชค จัดหนัก” พร้อมเปิดตัว 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ล่าสุด เบิ้ล ปทุมราช พรีเซนเตอร์ แบรนด์ฟันโอ และ โจอี้ ภูวศิษฐ์ พรีเซนเตอร์แบรนด์ทิวลี่ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง และแมสมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มต่างจังหวัด ตอกย้ำการเป็นแบรนด์คุกกี้ และเวเฟอร์ขวัญใจมหาชน
นอกจากนี้หลังจากที่สินค้ามีต้นทุนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผลกระทบน้อยลง จึงอยากที่จะกระตุ้นตลาด โดยการเปลี่ยนสินค้าให้กลับมาเหมือนเดิม จากเดิมที่ฟันโอเคยปรับปริมาณเป็น 4 ชิ้น ในราคา 5 บาท ปัจจุบันกลับมาเป็น 6 ชิ้น 5 บาท ส่วนทิวลี่เคยปรับราคาขึ้นเป็น 3 บาท ปัจจุบันกลับมา 2 ชิ้น 2 บาท ตามเดิม
ทำใหัมีการคาดการณ์ว่าทั้ง 2 แบรนด์ จะมียอดขายโต 10% หรือทำรายได้ให้บริษัทในสัดส่วน 60-70% และอีก 30-40% มาจาก 13 แบรนด์ที่เหลือ และมองว่ายอดขายรวมในปี 2567 จะมากกว่า 10% เช่นกัน ทั้งนี้ในปีนี้จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในแบรนด์เดิมที่มีอยู่ จากปกติจะมีการออกสินค้าใหม่อยู่แล้วประมาณ 80 SKUs ต่อปี
อย่างไรก็ตามในอนาคตจะมีการแตกไลน์สู่ตลาดอื่นๆ อีกหรือไม่นั้น ฐานันท์ ชี้ว่า ภายใต้ URC บริษัทยังมีสินค้าอื่นๆ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่ามีไม่ว่าจะเป็น มันฝรั่ง ลูกอม เค้ก และบริษัทฯ ในต่างประเทศก็ยังมีสินค้าอีกหลายอย่างที่ไทยยังไม่มี ยกตัวอย่างเช่น แจ็ค แอนด์ จิล ที่เวียดนาม มีธุรกิจเติบโตเป็นอย่างมาก แต่ขายเพียงเครื่องดื่มอย่างเดียว นั่นจึงทำให้มองเห็นว่ายังมี “ช่องว่าง” อีกมากที่บริษัทฯ จะเข้าไปทำตลาด.