
ว่ากันว่า “ประเทศไทย” มีจุดแข็ง คือ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทรัพยากรธรรมชาติ อุดมสมบูรณ์ จึงได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” ที่มีความโดดเด่น
เจาะ ปีที่ผ่านมา “อุตสาหกรรมอาหาร” ของไทย มีการส่งออกเป็นอันดับที่ 14 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 2.6% และเป็นอันดับที่ 4 ของเอเชีย เป็นรองแค่จีน อินเดีย และ อินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน เป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน เป็นรองเพียง อินโดนีเซีย
อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบสัดส่วนของพื้นที่และประชากรแล้ว ถูกวิเคราะห์ว่าไทย ยังสามารถคว้าโอกาสได้มากกว่านี้ เนื่องจาก ไทยยังเป็นผู้ส่งออกสำคัญลำดับต้นๆ ใน 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ข้าว, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, น้ำตาล, ไก่สด แช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป รวมไปถึง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ด้วย
ข้อมูลจาก finbiz by ttb (ธนาคารทีทีบีธนชาต) ชี้ว่า นอกจาก ตลาดการส่งออกที่ต้องจับตา 3 กลุ่ม ได้แก่
ทั้งนี้ ยังมองว่า “อาหารอนาคต” หรือ Future food ยังเป็นอีกความหวังใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทย เนื่องจาก ขณะนี้ทั่วโลก ให้ความสนใจกับ แนวคิด เรื่องความยั่งยืน (ESG) ผู้บริโภคเริ่มตระหนัก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพและดีต่อโลกมากขึ้น ได้แก่
สำหรับตลาดที่น่าสนใจ ได้แก่
โดยปัจจุบันประเทศไทยส่งออกอาหาร Plant Based ไปยังสหรัฐอเมริกาและเวียดนาม นอกจากนี้ ประเทศไทยมีแผนส่งเสริมอาหารแห่งอนาคต เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้สอดคล้องกับ BCG โมเดล
ซึ่ง อาหารอนาคตช่วยสร้างความยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการของโลก และสามารถเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม โดยในปี 2023 ไทยได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกอาหารอนาคตไว้ที่ 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยครึ่งปีแรกสามารถทำมูลค่าไปได้ 1,882.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ยังพบว่า พฤติกรรมผู้บริโภคนับหลังจากนี้ ไปจนถึง ปี 2026 ผู้บริโภค ยังคง ต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพ ความปลอดภัยของอาหาร สินค้าที่มีนวัตกรรม หรืออาหารที่ช่วยจิตใจ ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน ใส่ใจเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ก็ต้องการความสะดวกสบาย อาหาร Ready-Meal, Ready to Eat, Ready to Cook จึงเติบโตดี และสินค้าต้องมีความคุ้มค่าทางราคาด้วย
ที่มา : finbiz by ttb