
จากที่ทรงๆ อยู่นาน มาคราวนี้ตลาดน้ำอัดลมนับว่าถึงจุดพีกสุดในรอบหลายปี นั่นคือโตกว่า 16% (กันยายน 65-สิงหาคม 66) จากที่ผ่านมาโตเพียง 1.8% โดยปัจจุบันมูลค่าอยู่ที่ 6.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่สัดส่วนน้ำอัดลมแบ่งเป็น น้ำดำ 75% น้ำสี 25%
ซึ่งหากดูปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนการเติบโตนอกจากภาพรวมของตลาดที่โตดีแล้วนั้น การที่นักท่องเที่ยวกลับมา และ local consumption เป็นบวก ประกอบกับในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงขึ้นบรรดาแบรนด์น้ำอัดลมต่างๆ เดินหน้าโปรโมตกิจกรรมทางการตลาดอย่างหนักหน่วง เพื่อช่วงชิงยอดขายและเพิ่มส่วนแบ่งตลาด และจากการปรับราคาขึ้นของน้ำอัดลม ทำให้ตลาดเติบโตมากขึ้นด้วยเช่นกัน
สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการสำนักการตลาด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด กล่าวว่า หลังจาก เอส ได้ทำการอัปเลเวลแบรนด์ครั้งยิ่งใหญ่ในรอบทศวรรษในแคมเปญ est Cola “Born to be Awesome” เพื่อสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ ด้วยการปรับสูตร-ปรับโฉม รวมทั้งดึงไอคอนตัวแทนคนรุ่นใหม่ชาวเอเชียทั้ง “ชาอึนอู” “โบกี้ไลออน” “วง Yes Indeed” และ “3 สาวนักวอลเลย์บอลนิวเจน” เรียกได้ว่าร่วม 6 เดือน ที่เอสประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถดึงดูดผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และคนไทยทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี รวมทั้งมีการขยาย Share of Shelf จาก 7.4 หมื่นจุด เป็น 1.4 แสนจุดใน traditional ต่างๆ มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังพบว่า 91% ของผู้ร่วมโหวตกว่า 100,000 คน ชื่นชอบสูตรใหม่ของ เอส โคล่า สอดคล้องกับข้อมูลจากนีลเส็น ไอคิวที่พบว่า est มียอดขายเพิ่มสูงขึ้น 22.6% (เดือนกันยายน 2565-สิงหาคม 2566) ส่งผลให้สัดส่วนการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 9.1% (ส่วนแบ่งการตลาดเชิงปริมาณเดือนสิงหาคม 2566) จากเดิมอยู่ที่ 7% ส่วนปีหน้ามองว่ายังคงมีเทรนด์ที่ดี
และเมื่อกลับมามองผู้เล่นหลักในตลาดน้ำอัดลม โค้กถือเป็นเบอร์ 1 มีสัดส่วนทางการตลาดอยู่ที่ 54% ส่วนเบอร์ 2 คือ เป๊ปซี่ โดยมีสัดส่วนทางการตลาดอยู่ที่ 30% และเอส โคล่า ถือเป็นเบอร์ 3 ขณะที่การบริโภคทั้งหมดต่อปีอยู่ที่ 2.1 พันล้านลิตร เฉลี่ย 37.5 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งถือได้ว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย
รวมทั้งมองว่าในปีนี้กลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์จะกลับมาเติบโตค่อนข้างเยอะ หลักๆคือ ชาพร้อมดื่ม, น้ำอัดลม และน้ำเปล่า โดยชาพร้อมดื่มเติบโตสุดประมาณ 20% น้ำเปล่าโต 10% และน้ำอัดลมอยู่ที่ 16%
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเป้าหมายหลักคือ Gen Z อายุระหว่าง 15-24 ปี ที่สร้างรายได้อยู่ที่ 40% ทั้งนี้มีแผนที่จะขยายตลาดในโซนภาคอีสานมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในโซนภาคกลาง
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของเอสมีจำหน่ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย ซึ่งมีฐานการผลิตในเครือข่าย F&N และจีน ที่ค่อนข้างเติบโต โดยเอสพยายามที่จะนำแบรนด์ใหม่ๆ เข้าไปในจีน ขณะเดียวกันยังมองว่าในอาเซียนยังมีประเทศที่จะเข้าไปเจาะตลาดเพิ่มขึ้น อาทิ กัมพูชา ลาว
ส่วนกลยุทธ์หลักๆ ของค่ายน้ำอัดลมในช่วงนี้ก็คือ “มิวสิก มาร์เก็ตติ้ง” ซึ่งในครั้งนี้ เอส โคล่า จึงได้ต่อยอดความออซั่มและสนับสนุนแพสชั่นคนรุ่นใหม่ จึงจับมือ 2 พันธมิตรความซ่าทางดนตรี “เอไทม์” ผู้จัดการประกวดดนตรีระดับแนวหน้าของประเทศ และ “จีเอ็มเอ็มโชว์” ผู้จัดงานเทศกาลดนตรีชั้นนำของประเทศ เปิดเวทีให้ Gen Z ได้ออกมาแสดงความสามารถและอวดความซ่ากล้าเป็นตัวเอง ผ่านการประกวดวงดนตรีมัธยมในตำนานอย่าง est Cola Presents Hotwave Music Awards 2023 พร้อมส่งแชมป์ไปร่วมโชว์ความซ่าในเทศกาลดนตรีใหญ่ที่สุดใจกลางเมืองกรุงเทพฯ อย่าง est Cola Presents Monster Music Festival 2023
รวมทั้งเปิดตัวบรรจุภัณฑ์กระป๋อง est Cola Awesome Monster ดึงคาแรกเตอร์มอนสเตอร์ทั้ง 8 ลาย จาก Monster Music Festival มาดีไซน์พิเศษทั้งแบบขวดพีอีทีและกระป๋อง พร้อมกับเจาะสื่อภาพยนตร์โฆษณาใหม่, กิจกรรมออนไลน์ “Unleash Your Monster” ค้นหามอนสเตอร์ในตัวเองได้ง่ายๆ ผ่านการสแกน QR Code ข้างกระป๋อง, กิจกรรมออนกราวน์ “est Cola Giant Wall Wrap” ที่ได้เนรมิตกำแพงเมืองมอนสเตอร์ ความยาวกว่า 165 เมตร บริเวณฝั่งสยามสแควร์ติด MBK ให้ Gen Z ได้ตามล่าไอเทมกระป๋องลาย Awesome Monster
พร้อมกับสื่อโฆษณากลางแจ้งแบบ 3 มิติ “3D OOH Media” ฉีกกฎดีไซน์จอในรูปแบบ 3 มิติ ส่งแก๊งกระป๋อง est Cola Awesome Monster ไปโชว์ความสนุก ซ่า อยู่บนตึกรูปแบบจอทรงสูงและใหญ่ที่สุด บริเวณโรงแรม So Bangkok เรียกความสนใจของผู้สัญจรผ่านไปมา
และปิดท้ายด้วยเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดกลางกรุงเทพฯ est Cola presents Monster Music Festival 2023 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2566 ณ สนามกีฬาแห่งชาติและสนามเทพหัสดิน
ทั้งนี้ สำหรับงบทางด้านการตลาดทั้งปี 2566 รวมทั้งสิ้นจะอยู่ที่ 200 ล้านบาท ส่วนในปี 2567 คาดว่าจะเท่าเดิม โดยเฉพาะในแคมเปญจะอยู่ที่ 80 ล้านบาท (เป็นงบในเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2566)