
ไม่แปลกใจหากมีผู้เล่นหน้าเก่า หน้าใหม่ต่างเข้ามาทำธุรกิจเครื่องสำอางและความงาม นั่นก็เพราะธุรกิจนี้มีเม็ดเงินมหาศาล ไม่ว่าจะในประเทศ หรือส่งออกไปต่างประเทศก็ตาม
โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา ตลาดความงามทั่วโลกเติบโตต่อเนื่อง 6% มูลค่าตลาดรวมกว่า 2.5 แสนล้านยูโร หรือราว 9.4 ล้านล้านบาท ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวยังครองส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้สูงที่สุดที่ 41% สำหรับภาพรวมตลาดความงามในประเทศไทยปี 2565 มีมูลค่ารวมราว 1.49 แสนล้านบาท นำโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวถึงราว 60% ผลิตภัณฑ์ดูแลผม 20% เครื่องสำอาง 14% และน้ำหอม 6%
ซึ่งการเติบโตดังกล่าวได้รับอานิสงส์จากการที่ผู้คนหลากหลายเพศ ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาวต่างให้ความสนใจใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ความงาม และผิวพรรณรวมทั้งการดูแลตัวเองมากขึ้น บวกกับมีอุปนิสัยชอบลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ความงามในท้องตลาดไม่ว่าจะเป็นเมดอินไทยแลนด์หรือนำเข้าจากต่างประเทศ ล้วนทำเงินได้ก้อนโต นั่นจึงทำให้แบรนด์ รวมถึงคลินิกเสริมความงามต่างผุดขึ้นกันเป็นดอกเห็ดอย่างที่เห็นทุกวันนี้นี่เอง
และก็เช่นเดียวกันกับ บริษัท มายสกิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ "La Cute" ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ที่ใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ มากกว่า 2 ปี ซึ่งหลังจากเปิดตัว ได้กระแสตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาด ทำให้ยอดขายในช่วง 3 เดือนแรกอยู่ที่ 42 ล้านบาท คิดเป็น 15% ของรายได้รวมทั้งบริษัทฯ
พ.ต.อ.ศตยุ ไชยสุวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าบริหาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันรายได้หลักยังคงมาจาก La Cute Serum (เซรั่มลดฝ้า กระ จุดด่างดำ) สัดส่วน 40% และ La Cute Wrinkle (เซรั่มลดริ้วรอย) สัดส่วน 40% จากการใช้กลยุทธ์แบบ Differentiation Strategy โดยบริษัทฯ จะเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหลัก รวมทั้งค้นหาสารสกัดที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ จากทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ (High quality) สามารถตอบโจทย์ในทุกสภาพปัญหาผิว
สุดาพร ไกรวาปี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท มายสกิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ เน้นขยายตลาดในต่างประเทศเป็นหลัก โดยรายได้ 90% มาจากการจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม และในปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทฯ จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าภายในประเทศให้มากขึ้น โดยตั้งเป้ายอดขายในประเทศไว้ที่ 144 ล้านบาทในปี 2566 คิดเป็นสัดส่วน 30% ของรายได้ทั้งหมด
สำหรับในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ได้เตรียมงบประมาณทางด้านการตลาดไว้ 50 ล้านบาท เพื่อทำการตลาดทั้ง Below the Line และ Above the Line และจะเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายในส่วนของออฟไลน์มากขึ้น โดยจะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่าน Distributor เช่น Watsons, Eveandboy และ modern trade เป็นต้น ในส่วนการตลาดออนไลน์นั้นนับว่ามีความพร้อมและประสบการณ์ในการทำการตลาดออนไลน์มามากกว่า 10 ปี เนื่องจากเป็นบริษัทในเครือของ เดอะเนเชอร์ กรุ๊ป จำกัด
ขณะเดียวกันในปี 2566 บริษัทฯ ตั้งเป้าจะมีรายได้รวม 480 ล้านบาท เติบโต 40% จากปี 2565 ผ่านการใช้กลยุทธ์ดังกล่าว ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าอย่างแน่นอน