
ตรวจ “ซามาเนีย พลาซ่า” ศูนย์เมกะค้าส่ง-ค้าปลีกสินค้าจีน เป็นบริษัทไทย ไม่ใช่ต่างด้าว โดย “เฉือก ฟ้ง อ้อ” กรรมการบริษัทเป็นคนไทย มีบัตรประชาชนไทย ส่วนกรณีที่ภาคธุรกิจไทยเกรงว่าอาจนำเข้าสินค้าจีนมาตีตลาดสินค้า ไทยนั้น ต้องใช้กฎหมายอื่นดำเนินการ เผยตรวจนอมินีจีนย่านเยาวราช–ห้วยขวางไปหลายรายแล้ว บางรายมีข้อสงสัยส่งดีเอสไอล้วงตับต่อ
นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงกรณีที่ผู้นำเข้าสินค้าจากจีนยื่นขอให้ตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของโครงการซามาเนีย พลาซ่า ศูนย์ค้าปลีกค้าส่งและกระจายสินค้าจีนราคาถูกย่านบางนา อาจไม่ชอบตามกฎหมาย กระทบต่อธุรกิจไทย และ ยังเป็นปรากฏการณ์ถล่มตลาดสินค้าไทยจากผลของนโยบายรัฐบาลในการดึงดูดการลงทุน e-commerce จากจีนว่า จากการตรวจสอบของกรม พบว่าธุรกิจในเครือข่ายซามาเนีย มีการจดทะเบียนนิติบุคคล 3 บริษัท คือ ซามาเนีย บางนา 02 จำกัด, บริษัท ซามาเนีย บางนา จำกัด และบริษัท ซามาเนีย โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทั้ง 3 บริษัท มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย โดยมีนายเฉือก ฟ้ง อ้อ เป็นกรรมการ ซึ่ง บุคคลดังกล่าวเป็นคนไทย มีบัตรประชาชนไทย และมีมารดาเป็นคนไทย
ส่วนผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล 3 ราย มีสัญชาติไทย ดังนั้น บริษัททั้ง 3 รายดังกล่าว จึงไม่มีสถานะเป็นคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
“เมื่อมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย เป็นบริษัทคนไทยก็สามารถทำธุรกิจในประเทศไทยได้ทุกอย่างเหมือนคนไทยคนอื่น ไม่ได้มีข้อจำกัด อะไร ไม่ต้องขออนุญาตเหมือนคนต่างด้าวที่จะ เข้ามาทำธุรกิจในบัญชีแนบท้าย 3 ของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จะต้องยื่นขอ อนุญาตจากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าวก่อน ส่วนกรณีที่ภาคธุรกิจเกรงว่าอาจนำเข้าสินค้าจากจีนที่ตีตลาดสินค้าไทย ก็เป็นเรื่องของกฎหมายฉบับอื่นที่จะพิจารณาดำเนินการ”
สำหรับการพิจารณาอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย กรมในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวยืนยันว่า การพิจารณา อนุญาตจะคำนึงถึงผลดีและผลเสียต่อความมั่นคง ของประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของ ประเทศ การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาธุรกิจที่อนุญาตจะเป็นธุรกิจที่ สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมถึงยุทธศาสตร์การ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
ขณะเดียวกัน การอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทยนั้น จะพิจารณาผลดี ผลเสียของธุรกิจที่นักลงทุนจะเข้ามาประกอบกิจการที่มีต่อประเทศโดยรวมเป็นสำคัญ และไม่เลือกปฏิบัติว่าเป็นนักลงทุนจากประเทศใด รวมถึงผู้ประกอบการไทยต้องได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน ไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้ชาติหนึ่งชาติใดเป็นพิเศษ นักลงทุนจากทุกประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขการลงทุนที่กำหนดไว้ สำหรับปี 65 ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐฯ ฮ่องกง และจีน
นายจิตรกร กล่าวต่อถึงความคืบหน้าการตรวจสอบนอมินี (คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อเลี่ยงดำเนินการตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหารในย่านเยาวราช และห้วยขวางว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบไปหลายรายแล้ว รายที่ต้องสงสัยก็ให้ส่งข้อมูลมาชี้แจงเพิ่มเติม แต่ถ้าการตรวจสอบไม่อยู่ในอำนาจของกรม ก็จะส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบเชิงลึกต่อไป.
(ขอบคุณภาพประกอบจาก : https://www.facebook.com/SamaneaTH)