
โรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่อยู่ในอุตสาห กรรมที่กำลังเติบโต ท่ามกลางความต้องการใช้กระแสไฟฟ้ามีมากขึ้น จากหลากหลายปัจจัยจากเศรษฐกิจ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทุกคนมีอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงอนาคตของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
ในยุคปัจจุบันหนึ่งในเมกะเทรนด์ของการใช้พลังงานโลกคือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด ในอนาคตถูกมองว่าจะมาทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งบริษัทซีเค
พาวเวอร์ หนึ่งในผู้นำในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปี การผลิตไฟฟ้าเกือบทั้งหมดจะมาจากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว
นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีแผนลงทุนขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าใหญ่ขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัวภายใน 3 ปีข้างหน้าด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2,800 เมกะวัตต์ ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ทั่วโลกหันไปผลิตจากพลังงานหมุนเวียน และภายในปี 2567 มีแผนจะเพิ่มเป็น 4,800 เมกะวัตต์ โดยโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ทั้ง 6 โรงจะมาจากการผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม
“ภายในเวลา 5 ปีข้าง หน้า ซีเค พาวเวอร์ จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสง อาทิตย์ขึ้นอีกกว่าสิบเท่าตัว หรือที่ 330 เมกะวัตต์ และภายในระยะเวลาเดียวกัน จะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมขึ้นอีกสองเท่า เป็น 700 เมกะวัตต์ ซึ่งในที่สุดจะส่งผลให้ 95% ของไฟฟ้าที่บริษัทผลิตทั้งหมดมาจากการใช้พลังงานหมุนเวียน”
จากการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP 26) ที่ประเทศสกอตแลนด์ ภายใต้ข้อตกลง Glasgow Climate Pact ด้วยการที่ประเทศต่างๆตัดสินใจร่วมมือกัน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และกำหนดให้ปี พ.ศ.2563 เป็นปีเริ่มต้นของการเดินหน้าภารกิจสำคัญในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
นายธนวัฒน์กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ใด้ เชิงบวกต่อกลยุทธ์ธุรกิจระยะยาวของบริษัทที่วางไว้ และจากประสบการณ์ที่ยาวนานของบริษัทในการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน จะส่งผลให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากเทรนด์การผลิตไฟฟ้าแห่งอนาคต อีกทั้งการที่บริษัทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีระดับคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง จะทำให้มีส่วนช่วยสนับสนุนเรื่องการลดคาร์บอนของประเทศไทย เพื่อช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนด้วย
สำหรับประเทศไทยได้มีการตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานน้ำ จาก 9% เป็น 18% ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปีนับจากนี้ไป และภายในปี พ.ศ.2573 ตั้งเป้าให้รถยนต์ใหม่สัดส่วน 30%
จะต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และภาคการขนส่งจะกลายเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน นำหน้าภาคอุตสาหกรรม
ในส่วนของภูมิภาคอาเซียนมีการคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว โดยคาดว่าสัดส่วนมาจากการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนจำนวน 20%
อีกทั้งการที่รัฐบาลในแต่ละประเทศและองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ทั่วโลกที่เห็นพ้องความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านการใช้ไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียนอย่างเร่งด่วน ในฐานะเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ นอกเหนือไปจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ซึ่งสอดคล้องบริษัทซีเค พาวเวอร์ ซึ่งเป็นผู้นำผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่จะขับเคลื่อนไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีวันหมดไป เป็นพลังงานแห่งอนาคตไปตามเมกะเทรนด์โลก.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th