
พาณิชย์ยืนยันกรณีจีนพบทุเรียนไทยติดโควิด พบที่บรรจุภัณฑ์ และพบในตลาดจีน ไม่ได้พบระหว่างขนส่งจากไทย หรือบริเวณหน้าด่าน และจีนรับรู้แล้ว ไม่กระทบต่อการส่งออกทุเรียนไทยแน่นอน เร่งเจรจาผ่อนผันส่งลำไย ด้าน “จุรินทร์” เชือดผู้ค้ายาฟ้าทะลายโจร-ชุดตรวจเอทีเค ค้ากำไรเกินควรเพิ่มอีก 10 ราย ฟันกำไรเกินกว่า 500%
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยกรณีที่จีนพบทุเรียนจากไทยปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ว่า ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ของไทยที่ประจำที่จีนว่า การพบเชื้อโควิดดังกล่าวนั้นเป็นการพบที่บรรจุภัณฑ์ และพบในตลาดจีน ไม่ได้พบการติดเชื้อระหว่างการขนส่ง หรือระหว่างอยู่ที่ด่าน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ จะหารือร่วมกับทางการจีน เพื่อแก้ปัญหาต่อไป ส่วนความคืบหน้ากรณีที่จีนระงับการส่งออกลำไยไทย เพราะพบเพลี้ยแป้งนั้น ล่าสุด ทูตพาณิชย์ไทย และทูตเกษตรของไทยในจีน จะหารือกับทางการจีนสัปดาห์นี้ เชื่อว่าปัญหาน่าจะคลี่คลายได้ในเร็วๆนี้
นายจุรินทร์ยังได้กล่าวถึงการติดตามดูแลการขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกินราคาด้วยว่า ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ พบผู้ค้ายาฟ้าทะลายโจร และชุดตรวจโควิดด้วยตนเอง (เอทีเค) ค้ากำไรเกินควรเพิ่มอีก 10 ราย จากสัปดาห์ก่อนที่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ค้าสินค้าทั้ง 2 รายการในราคาสูงเกินสมควรไปแล้ว 11 ราย ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) แจ้งความดำเนินคดีแล้ว
สำหรับผู้ค้ากำไรเกินควรทั้ง 10 รายใหม่ แบ่งเป็น ผู้ค้ายาฟ้าทะลายโจร 9 ราย เป็นการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee 2 ราย และ Lazada 7 ราย โดยนำยาฟ้าทะลายโจรยี่ห้ออภัยภูเบศร ขนาด 60 เม็ด ราคาปกติขวดละ 80 บาท มาขายสูงถึง 325-499 บาท สูงกว่าราคาปกติ 306-524% และยี่ห้อไฟโตแคร์ ขนาด 60 เม็ด ราคาปกติขวดละ 75 บาท แต่ขายสูงถึง 369-399 บาท แพงกว่าปกติ 392-432% ขณะที่เอทีเค มี 1 ราย เป็นร้านขายยาย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี ขายชุดละ 380 บาท จากราคาที่ผู้นำเข้าแจ้งกรมการค้าภายในไว้ที่ชุดละ 300 บาท หรือสูงกว่า 27%
ด้านนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การตรวจพบโควิดปนเปื้อนกล่องทุเรียนไทยที่จีน เป็นการตรวจพบในตลาดเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น และเป็นการพบเชื้อในประเทศจีน ไม่ใช่เชื้อจากไทย เพราะในการตรวจหาเชื้อที่หน้าด่านของคนขับรถบรรทุกทุเรียนไทย ไม่พบผลตรวจเป็นบวก โดยกรณีนี้ ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกทุเรียนไทยไปจีน เพราะเมื่อเทียบกับปริมาณทุเรียนที่ไทยส่งออกไปจีนหลายแสนกล่อง การพบครั้งนี้ ถือเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ
“กรณีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนของไทย เพราะทางการจีนไม่ได้ประกาศระงับการนำเข้าทุเรียนไทย หรือระงับการนำเข้าจากผู้ส่งออกรายใดรายหนึ่งของไทย และไม่น่ามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวจีนด้วย เพราะปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่เล็กๆ และเท่าที่ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ของไทยในจีน ก็ไม่ได้มีการนำเสนอข่าวเป็นวงกว้าง หรือชาวจีนตื่นตระหนกกับเรื่องนี้ จึงมั่นใจว่าปีนี้ยอดส่งออกทุเรียนยังเติบโตได้ดีเหมือนเดิม โดยมีจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ 80-90% ของการส่งออกทุเรียนไทยไปทั่วโลกเหมือนเดิม”
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ได้ให้ทูตพาณิชย์ของไทยในจีนเร่งติดตามสถานการณ์และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงขอความร่วมมือให้ผู้ส่งออก และล้งทุเรียนของไทยเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลมาตรฐานการผลิต และกระบวนการส่งออกให้มีความปลอดภัยตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าไทยปลอดจากเชื้อโรค
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า การตรวจพบเชื้อโควิดบนกล่องทุเรียนไทย เกิดขึ้นที่เมืองก้านโจว มณฑลเจียงซี โดยเป็นการสุ่มตรวจพบในตลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งพบจำนวน 30 กล่อง และเมื่อตรวจผู้สัมผัสทั้งหมดก็ไม่ปรากฏเป็นผู้ติดเชื้อ โดยล่าสุดทูตพาณิชย์ไทยในจีน ได้ประสานงานกับศุลกากรแห่งชาติจีนแล้ว ได้รับการยืนยันว่า กรณีนี้ไม่ได้เป็นการตรวจพบการนำเข้าที่ด่าน แต่เป็นการตรวจพบในพื้นที่
ส่วนความคืบหน้ากรณีทางการจีน ประกาศห้ามนำเข้าลำไยจากผู้ส่งออกไทย 66 บริษัท ตั้งแต่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังมีการตรวจสอบพบเพลี้ยแป้งในลำไยว่า ขณะนี้มีปัญหาบางส่วนเกี่ยวกับการตรวจสุขอนามัย ซึ่งได้แจ้งให้ทูตเกษตรกับทูตพาณิชย์เจรจากับทางการจีนเช่นกันเพื่อขอให้ผ่อนปรนการนำเข้า โดยกรมวิชาการเกษตรยืนยันว่าจะเข้าไปช่วยติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานที่จีนต้องการเพื่อไม่ให้การส่งออกลำไยถูกระงับ ซึ่งในสัปดาห์หน้าทางการจีนรับที่จะเจรจาพูดคุยอาจเป็นช่วงปลายสัปดาห์ จะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้ง.