
“โควิด-19” ทำชีวิตเปลี่ยน ประชาชนหันมาเสพสื่อทีวี และสื่อออนไลน์กันมากขึ้น เพื่อติดตามสถานการณ์ โดยไทยรัฐทีวีเรตติ้งพุ่งกระฉูด ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด หลังมีมาตรการเวิร์กฟรอมโฮมและการเว้นระยะห่างทางสังคม อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ส่งผลให้คนเปิดทีวีดูข่าวตลอดทั้งวัน ขณะที่เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ ผู้บริโภคยิ่งให้ความสนใจติดตามอ่านข่าวสถานการณ์โควิด-19 เพิ่มขึ้น จนถึงจุดพีก ที่ยอดผู้เข้าชมสูงสุดทะยานถึง 9.2 ล้านคนในวันที่มีข่าวลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ “เราไม่ทิ้งกัน” การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มีผู้ติดตามอ่านข่าวมากสุด ขณะที่ยอดการรับชมวิดีโอสรุปสถานการณ์โควิด-19 ของไทยรัฐออนไลน์ที่ทำขึ้นเป็นพิเศษมียอดการรับชมมากกว่าวิดีโอข่าวอื่นๆถึง 10%
พฤติกรรมการเสพสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ของคนไทยเปลี่ยนไป เมื่อเจอไวรัส “โควิด-19” ที่ระบาดอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน ของคนไทยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือการเปลี่ยนแปลงการทำงาน เป็นทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) การจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ แม้กระทั่งกิจกรรมการรวมกลุ่มกันหลายๆกิจกรรม ก็ต้องงดเว้นกันไป เพื่อลดการระบาดของไวรัสร้ายนี้ แต่อีกหนึ่งในพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด คือ การติดตามรับข่าวสารของสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ผ่านทางช่องทางต่างๆ ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 เม.ย.ไทยรัฐทีวี ได้เปิดเผยพฤติกรรมของผู้รับชมสื่อว่า ขณะนี้มีประชาชนให้ความสนใจและตื่นตัวติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิดเป็นจำนวนมาก สำหรับช่องไทยรัฐทีวี เรตติ้งสถานีเริ่มเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เนื่องจากมีข่าวใหญ่ตลอดทั้งเดือน และเดือนกุมภาพันธ์ ไทยรัฐทีวีอยู่ในอันดับ 5 ของ ประเทศ ส่วนภาพรวมในเดือนมีนาคม เติบโตขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์อีก 3.64% หากเจาะลงไปในแต่ละพื้นที่การรับชมแล้ว จะเห็นว่ากลุ่มผู้ชมในเขตกรุงเทพฯ เติบโตสูงที่สุดที่ 9.51% ตามด้วยผู้ชมในเขตหัวเมืองใหญ่ที่เติบโตขึ้น 6.77% สาเหตุหลักที่เรตติ้งเติบโตในเขตกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ค่อนข้างสูง มาจากการที่คนไทยตอบรับมาตรการป้องกันการระบาด ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยการทำงานจากที่บ้าน การงดออกไปสังสรรค์นอกบ้าน เมื่ออยู่บ้านจึงเปิดโทรทัศน์เพื่อติดตามข่าวสารต่างๆ และเปิดเป็นเพื่อนไว้ตลอดทั้งวัน
ในการสำรวจพฤติกรรมของผู้เสพสื่อทีวีและออนไลน์ยังพบว่า การเข้าถึงคนดูตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ มีการเข้าถึงสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ จนเดือนมีนาคม 2563 ข่าวโควิด-19 เริ่มระบาดเป็นวงกว้างในประเทศไทย ส่งผลให้การเข้าถึงรายการข่าว ทุกเส้นเวลาของช่องไทยรัฐทีวี สูงกว่าเดือนมกราคม 2563 ถึง 18.76% สูงกว่าเดือนมีนาคมในปี 2562 ถึง 24% โดยเฉพาะรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ ทำเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเดือนเติบโตขึ้นเกือบ 10% โดยหากเจาะดูเฉพาะช่วงวันที่ 1-20 มีนาคม ไทยรัฐนิวส์โชว์ ได้เรตติ้งเฉลี่ย 2.316 และขยับสูงขึ้นตั้งแต่วันที่ 20-31 มีนาคมอย่างต่อเนื่อง เป็นเรตติ้งเฉลี่ย 3.042 นับว่าเติบโตขึ้น 31.35% มีเรตติ้งสูงสุดในวันที่ 26 มี.ค. ที่นายกฯ ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินวันแรกได้เรตติ้งสูงถึง 5.605 (ไทยรัฐนิวส์โชว์ปรับเวลาในเดือนมีนาคม 2563 จาก 20.20 น. ถึง 22.40 น. เป็นเวลา 19.00 น. ถึง 22.40 น. โดยถึงแม้ความยาวรายการเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั่วโมงในเดือนมีนาคม แต่ไม่ส่งผลให้เรตติ้งลดลงแต่อย่างใด) ครอบครัวแมทธิว ดีน และการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้คนออนไลน์ติดตาม โควิด-19 มากขึ้น และพุ่งสูงสุดจาก “เราไม่ทิ้งกัน”
ขณะที่ไทยรัฐออนไลน์ (www.thairath.co.th) ที่เริ่มเกาะติดข่าวไวรัสโควิด-19 มาตั้งแต่เริ่มมีการระบาดหนักขึ้นในประเทศจีน ได้จัดทำหน้ารายงานสถานการณ์โควิด-19 ขึ้น โดยวาง Section พิเศษนี้ในหน้าแรกของเว็บไซต์ รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร สถานการณ์ล่าสุดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ ไทยรัฐออนไลน์ พบว่าผู้บริโภคสนใจติดตามข่าวสารสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อต้นเดือนมีนาคม มีกลุ่มผู้ใช้งานรายวันที่เข้ามาอ่านข่าวโควิด-19 คิดเป็น 40% จากจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละวัน เมื่อ “แมทธิว ดีน” ดารานักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ออกมาประกาศตัวในวันที่ 13 มี.ค. ว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้คนไทยตื่นตัวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นับจากวันนั้น ยอดผู้อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโควิด-19 สูงขึ้นถึง 60% จากจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละวัน โดยวันที่ ยอดผู้เข้าชมสูงที่สุดในเดือนมีนาคม คือวันที่ 28 มี.ค. จากข่าวลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ “เราไม่ทิ้งกัน” โดยมียอดสูงถึง 9.2 ล้านคน
การสำรวจพฤติกรรมผู้เสพสื่อทีวีและออนไลน์ยังพบอีกว่า เมื่อมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้จำนวนผู้อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 สูงขึ้นถึง 75% จากจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละวัน ทั้งยังทำให้เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ มียอดผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศไทยในหมวดเว็บไซต์ประเภทข่าวในเดือนมีนาคมด้วย
อย่างไรก็ตาม หากดูตัวเลขสถิติของโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook Page Thairath Online จะพบว่าผู้บริโภคในโซเชียลมีเดีย เริ่มหันมาสนใจเรื่องโควิด-19 กันตั้งแต่มีข่าวการกักตุนหน้ากากอนามัย ส่งผลให้การเข้าถึงเพจ (Reach) เติบโตพุ่งสูงขึ้นถึง 43% และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง สูงที่สุดในวันที่ 16 มี.ค.เมื่อสถานการณ์การติดเชื้อเริ่มสูงขึ้นอย่าง เห็นได้ชัด โดยมีผู้เข้าถึง Facebook Page Thairath Online มากกว่า 77.8 ล้าน Impression เช่นเดียวกับการใช้งานบนเว็บไซต์ เมื่อ“แมทธิว ดีน” ได้ประกาศตัวว่าติดไวรัสโควิด-19 ทำให้ยอด Organic Reach ในวันนั้นวันเดียว เติบโตสูงถึง 80% และช่วยผลักดันให้ยอดวิวของวิดีโอใน Facebook Page Thairath Online มียอดวิวรวมมากกว่า 100 ล้านวิว ในช่วงที่สถานการณ์ของประเทศไทยเริ่มมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
นอกจากเว็บไซต์แล้ว ช่องทาง YouTube Thairath ก็มีตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้คนหันมาติดตามข่าวมากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับชมข่าวทางโทรทัศน์ คือในวันที่แมทธิวออกมาประกาศว่าติดเชื้อโควิด-19 และวันที่ 20 มี.ค.ที่ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 50 ราย ส่งผลให้วิดีโอของไทยรัฐออนไลน์ได้รับการแนะนำเพิ่มขึ้นมากถึง 82% ส่วนยอดการรับชมวิดีโอสรุปสถานการณ์โควิด-19 ที่ไทยรัฐออนไลน์ ทำขึ้นเป็นพิเศษ มียอดการรับชมมากกว่าวิดีโอข่าวอื่นๆ ถึง 10% อีกด้วย
สำหรับการสำรวจพฤติกรรมคนเสพสื่อทีวีและออนไลน์ในครั้งนี้ ได้อ้างอิงเรตติ้งโทรทัศน์จาก A.C. Nielsen, Target 15+ อ้างอิงอันดับเว็บไซต์ในประเทศไทยและจำนวนผู้เข้าชมจาก Truehits ข้อมูลการเติบโตจาก Google Analytics, Facebook และ YouTube