
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานลำเลียงกระเป๋าผู้โดยสารขาเข้าประเทศไทย ที่สนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าเดือน มี.ค.นี้จะติดตั้งเสร็จเรียบร้อย โดยใช้งบประมาณในการซื้อเครื่องเอกซเรย์และติดตั้งประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ดังกล่าว เพื่อตรวจจับวัตถุอันตราย และสิ่งของต้องห้ามนำเข้าภายในประเทศ เช่น สารตั้งต้นยาเสพติด ยาเสพติด อาวุธ สารมีพิษ ซากสัตว์ป่า งาช้าง สินค้าต้องห้าม เป็นต้น แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับตามมาคือ สินค้าแบรนด์เนมหรู เช่น กระเป๋า นาฬิกา และเสื้อผ้าที่อยู่ในกระเป๋า เครื่องเอกซเรย์สามารถตรวจพบได้เช่นกัน
“ที่ผ่านมา กรณีที่นักท่องเที่ยว หรือนักธุรกิจไทยเดินทางไปต่างประเทศแล้วซื้อสินค้าแบรนด์เนมกลับมาใช้ หรือซื้อมาฝากคนในครอบครัว และเพื่อนๆเกินกว่าที่กำหนด กรมก็อะลุ่มอล่วย หรืออำนวยความสะดวกให้ จากที่กำหนดให้สามารถซื้อติดตัวมาได้คนละไม่เกิน 20,000 บาท บุหรี่ 10 ซอง สุราไม่เกิน 1 ลิตร แต่กรณีสินค้าพรีออเดอร์ หรือสินค้าที่นำเข้ามาจำนวนมากๆ กรมจะจับกุมและเปรียบเทียบปรับทันที ไม่มีการละเว้นแน่นอน”
นอกจากนี้ กรมยังอยู่ระหว่างติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าแบบขับผ่าน (DRIVE-THROUGH X-RAY SCANNER) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ยานพาหนะขนส่งสินค้า รวมทั้งยานพาหนะโดยสาร ทำให้เจ้าหน้าที่กรมสามารถขับรถผ่านตู้คอนเทนเนอร์ได้เลยโดยไม่ต้องลงจากรถมาตรวจสอบ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบได้มากขึ้น ทำให้การทำงานคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบมากขึ้น คาดว่าเดือน มี.ค.นี้ จะติดตั้งได้ 2 เครื่อง เพื่อนำมาใช้ร่วมกับเครื่องเอกซเรย์ X-Ray Scanner แบบธรรมดาที่มีอยู่เดิม 2 เครื่อง และเครื่อง X-Ray แบบ Fixed ณ ท่าเรือแหลมฉบัง
สำหรับประสิทธิภาพของ X-Ray Scanner แบบธรรมดา สามารถเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าได้ 150 ตู้/ชั่วโมง มากกว่า X-Ray แบบ Fixed ที่เอกซเรย์ได้ 30 ตู้/ชั่วโมง คิดเป็น 5 เท่า ทำให้ลดระยะเวลาการติดต่อของผู้ประกอบการลง ซึ่งการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพของ X-Ray Scanner จะส่งผลให้สามารถลดระยะเวลาการเอกซเรย์สินค้า ระยะเวลาการรอคอย และระยะเวลาความแออัดที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการได้อย่างแน่นอน.