
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯมีแผนอำนวยความสะดวกในการเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ให้กับคนต่างด้าว ล่าสุดได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อพิจารณาปรับธุรกิจออกจากบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เพิ่มเติม ขณะนี้กำลังรอข้อมูลจากบีโอไออยู่ โดยเน้นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในปัจจุบันได้ปรับธุรกิจออกจากบัญชีแนบท้าย 3 แล้ว 45 ธุรกิจ และกำลังจะปรับออกเพิ่มอีก 4 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 1 ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม, ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน, ธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ สำหรับใบรับรองหน่วยซ่อม ประเภทที่ 2 สำหรับบำรุงรักษาส่วนประกอบสำคัญของอากาศยาน และใบรับรองหน่วยซ่อมประเภทที่ 3 สำหรับบำรุงรักษาบริภัณฑ์และชิ้นส่วนของอากาศยาน และธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง
“การปรับธุรกิจออกจากบัญชีแนบท้าย ทำให้นักลงทุนต่างชาติ ไม่ต้องมาขออนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจกับกรมฯ อีก เป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาล ในแพ็กเกจเร่งรัดการลงทุนและรองรับการย้ายฐานการผลิต จากผลกระทบของสงครามการค้า โดยธุรกิจที่ปรับออก ส่วนใหญ่มีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบดูแลอยู่แล้ว เช่น ธนาคาร ประกันภัย ก็ให้ไปขออนุญาตที่หน่วยงานตรงเลย หรือธุรกิจที่ไม่กระทบกับคนไทย เช่น การตั้งสำนักงานผู้แทนก็ไม่ต้องมาขอ เป็นต้น”
สำหรับสถานการณ์การลงทุนของคนต่างด้าวในไทย ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยการเข้ามาลงทุนจะพิจารณาเพียงการขออนุญาตประกอบธุรกิจ จากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาผ่านช่องทาง การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอด้วย เพราะนักลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอแล้ว ไม่ต้องมาขออนุญาตการประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอีก และยังมีบางส่วนที่ไปขออนุญาต จากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง.