
นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายให้ใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยยกระดับราคาปาล์มที่ตกต่ำ ด้วยการศึกษาการเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือบี 100 กับน้ำมัน ดีเซลที่ปัจจุบันผสมที่ 7% หรือบี 7 เป็นมากกว่า 7% หรือบี 7 พลัส ค่ายรถยนต์ได้มาหารือกับกลุ่มยานยนต์ และพร้อมที่จะหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อหามาตรฐานที่ยอมรับได้ร่วมกัน เพราะสัดส่วนที่ผสมเพิ่มขึ้นหรือสเปกบี 7พลัส
ต้องไม่กระทบกับเครื่องยนต์ ทุกฝ่ายต้องมาดูว่าสเปกที่ว่าบี 7พลัส สามารถพลัสไปได้ถึงระดับใด และต้องทดสอบร่วมกันก่อน เพราะค่ายรถยนต์ได้พัฒนาเครื่องยนต์มารองรับได้ในส่วนของเฉพาะบี 7 เท่านั้น และไบโอดีเซลที่มีสัดส่วนผสมที่มากขึ้นๆ จะมีปัญหาการตกตะกอนของไขมัน กระทบกับการทำงานของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะเวลาที่อากาศเย็น
“รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ประชาชนที่ซื้อมา ก็อาจกังวลใจเรื่องสเปกน้ำมัน บี 7 พลัส และอาจเกี่ยวข้องกับระยะเวลาการประกันรถยนต์ หากเครื่องยนต์เกิดปัญหา แต่รถยนต์เก่าๆ คงไม่เป็นปัญหา และสามารถเติมบี 7 พลัสได้”
นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายบี 7 พลัส ต้องยอมรับว่าในแง่ของเครื่องยนต์ของรถยนต์ส่วนบุคคล อาจใช้งานได้ยาก เพราะส่วนใหญ่เป็นระบบหัวฉีดดิจิทัล แต่รถบรรทุกขนาดใหญ่ ยอมรับได้หากจะให้รถบรรทุกไปเติมบี 7 พลัส ล่าสุด กระทรวงพลังงานส่งเสริมการใช้บี 20 กับกลุ่มรถบรรทุก โดยช่วยเหลือราคา ที่ลดลงต่ำกว่าดีเซลปกติ (บี 7) 3บาทต่อลิตร แต่พบว่า การใช้น้ำมันบี 20 น้อยมาก บี 7 พลัส ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องดูดซับน้ำมันปาล์มได้ในปริมาณที่มาก เพราะคำว่าพลัสคงผสมได้ไม่เกิน 8% การแก้ไขปาล์มน้ำมันต้องมองทั้งระบบ.