
“สมคิด” เรียกคีย์แมนเศรษฐกิจถกรับมือสงครามการค้าจีน–สหรัฐฯ สั่งพาณิชย์เกาะติดใกล้ชิด ประเมินผลดีผลเสีย ขณะที่ “สนธิรัตน์” ยันศึก 2 มหาอำนาจมีทั้งผลดี–เสีย แต่ไทยไม่น่ากระทบมาก เตรียมส่งสินค้าไทยเจาะตลาดทั้งจีน– สหรัฐฯ ทดแทนทั้ง 2 ประเทศส่งออกไม่ได้
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ได้เชิญหน่วยงานที่ดูแลด้านเศรษฐกิจมาประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง โดยเฉพาะประเด็นสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไร และต้องรับมืออย่างไร เพราะไม่รู้การเจรจาของทั้ง 2 ประเทศจะยืดเยื้อเพียงใด
“มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ดูแลใกล้ชิด และศึกษาผลดีผลเสียต่อการค้าไทย โดยให้ดูว่าสินค้าสำคัญของไทยใดที่จะถูกกระทบในทางลบ และหาทางออกใดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้พูดคุยกรณีที่สหรัฐฯจับตาค่าเงินบาท และมองว่า ธปท.ทำหน้าที่ปกติ ทั้งดูแลตลาด ดุลชำระเงิน แต่ไทยไม่ได้แทรกแซงค่าเงินจนเกินเกณฑ์ที่กำหนด”
ส่วนนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ไทยอยู่ระหว่างการประเมินผลรอบด้าน เพราะมีทั้งด้านลบและด้านบวก ซึ่งมีสินค้าหลายอย่างที่ไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของสินค้าจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เช่น คอมพิวเตอร์ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อเกิดการต่อสู้กันในรูปแบบนี้จะมีสินค้าส่วนเกิน ที่สหรัฐฯและจีนไม่สามารถส่งไปยังตลาดของทั้งสองประเทศได้ ก็ต้องหาตลาดส่งออกแทน ซึ่งมีโอกาสที่สินค้าบางประเภทจะถูกดัมพ์ตลาดเข้ามาในภูมิภาค หรือในไทย โดยได้เตรียมมาตรการรับมือแล้ว เช่น การใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และการอุดหนุนการทุ่มตลาด (เออี/ซีวีดี) มาตรการปกป้องจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของไทยไม่ให้ได้รับผลกระทบ
ส่วนผลดีเมื่อสหรัฐฯและจีนกีดกันสินค้า กันเอง จะทำให้ประเทศอื่นๆ มีช่องเพิ่มการส่งออกไปยัง 2 ประเทศ ซึ่งได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานศึกษาประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ ประกอบไปด้วย 4 หน่วยงานในกระทรวง ได้แก่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยต้องศึกษาการขยายตลาด และวางยุทธศาสตร์เจาะตลาด ทั้งในจีนและสหรัฐฯ
“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว ขณะนี้ ปลัดกระทรวงพาณิชย์นำคณะประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางไปสหรัฐฯ ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (TIFA) ซึ่งจะเจรจาขอให้ยกเว้นการใช้มาตรการขึ้นภาษีกับเหล็กและอะลูมิเนียมจากไทย น่าจะเจรจากันได้ ส่วนมูลค่าส่งออกไทยปีนี้ยังคงยืนยันการเติบโตที่ 8% ตามเป้าหมาย”
อย่างไรก็ตาม หากเจรจาไม่สำเร็จ โดยไทยต้องเสียภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม ก็ไม่น่าจะทำให้ไทยเสียตลาดส่งออกในสหรัฐฯ เพราะท่อเหล็กของไทยมีศักยภาพการแข่งขันในสหรัฐฯมาก และมีมูลค่าส่งออกมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออก เหล็กและอะลูมิเนียมไทยไปสหรัฐฯ ที่มีกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ หากเจรจาไม่สำเร็จ จริง และไทยเห็นว่ามาตรการสหรัฐฯไม่สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของดับเบิลยูทีโอแน่นอน.