"วิรไท" ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ "เอสเอ็มอี-คนไทยกระเป๋าแฟบ"

Business & Marketing

Marketing & Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

"วิรไท" ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ "เอสเอ็มอี-คนไทยกระเป๋าแฟบ"

Date Time: 14 ส.ค. 2560 05:01 น.

Summary

ในขณะที่ภาครัฐป่าวประกาศว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจน การท่องเที่ยวอู้ฟู่ ภาคส่งออกขยายตัวดีกว่าคาดมากมาย แต่อีกด้านประชาชนคนเดินดินกำลังเผชิญกับ “เงินเฟ้อที่ยังฟุบ เงินในกระเป๋าไม่มี การใช้จ่ายฝืดเคือง วิสาหกิจขนาด

Latest

“ค้าปลีก” เร่งพลิกเกมธุรกิจสู้ตลาดดันรายได้ ถอยฉากไฮเปอร์มาร์เก็ตสู่ซูเปอร์มารก็ต

ในขณะที่ภาครัฐป่าวประกาศว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจน การท่องเที่ยวอู้ฟู่ ภาคส่งออกขยายตัวดีกว่าคาดมากมาย

แต่อีกด้านประชาชนคนเดินดินกำลังเผชิญกับ “เงินเฟ้อที่ยังฟุบ เงินในกระเป๋าไม่มี การใช้จ่ายฝืดเคือง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ “เอสเอ็มอี” จำนวนมากกำลังหืดจับ หายใจรวยริน

ข้อมูลที่สวนทางกันนี้ เป็นสัญญาณเตือนรัฐบาลว่า “เศรษฐกิจไทยยังไม่ดีจริง” หรือไม่?

“ทีมเศรษฐกิจ” หาคำตอบนี้จาก “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ตอบโจทย์เศรษฐกิจฟื้น–กระเป๋าแฟบ

“ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ หากมองในสาระจะเห็นว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับขึ้นประมาณการการเติบโตจาก 3.2% เป็น 3.5% สำหรับปีนี้ และเพิ่มเป็น 3.6-3.7% ในปีหน้าซึ่งแสดงแนวโน้มที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ยังมีข้อกังวลและความเสี่ยงต่างๆ ซึ่ง “เป็นไปไม่ได้” อยู่แล้วที่จะฟื้นตัวพร้อมกันให้ได้ทุกภาค จะต้องมีภาคหลักที่ฟื้นตัวชัดเจนและค่อยๆ ส่งแรงไปยังภาคอื่นๆ” ผู้ว่าการ ธปท.ตอบคำถามที่คาใจคนไทยอยู่ในขณะนี้

“ระหว่างนี้ยังจะมีปัญหาการกระจายของการฟื้นตัว การกระจายผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมกันในบางภาค ทำให้คนไทยบางส่วนรู้สึกว่า “ยังไม่ดีขึ้น ยังไม่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่”

แต่ภาพรวมยืนยันว่า เศรษฐกิจทั้งโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน เห็นได้จากการประมาณการเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่ง 4-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อประมาณการตัวเลขในช่วงต้นปี พอกลางปีหรือปลายปีจะปรับลดลง แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่ปรับตัวเลขเพิ่มขึ้นในช่วงกลางปี และเป็นการเพิ่มขึ้นที่กระจายไปทุกประเทศทั่วโลก

ชี้ 3 แรงส่งรวมพลังขับเคลื่อน

อย่างที่รู้กันว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยรอบนี้มีแรงขับเคลื่อนมาจากภาคส่งออก ซึ่งไตรมาสที่ 2 เติบโต 7-8% และการส่งออกประเทศเพื่อนบ้านก็ดีขึ้นด้วย ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีเพราะเป็นการฟื้นทั้งห่วงโซ่

ขณะที่ส่วนที่สอง “ภาคท่องเที่ยว” ซึ่งถือเป็นอีกเสาหลักของเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่านักท่องเที่ยวปีนี้น่าจะจบที่ 35.5 ล้านคน โดยครึ่งปีแรกได้มียอดนักท่องเที่ยวแล้ว 17.4 ล้านคน ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงจากปัญหาการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมายก็กลับมาแล้ว

ส่วนที่สาม “การเบิกจ่ายโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ” ซึ่งใกล้จบขั้นตอนการประมูลงาน ทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถไฟรางคู่ ที่ขณะนี้อาจมีช้าบ้าง แต่เมื่อผ่านไปได้เม็ดเงินจะกระจายลงสู่เศรษฐกิจ รวมถึงเงินงบประมาณของรัฐที่อัดฉีดโดยตรงลงไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด

3 แรงขับเคลื่อนหลักนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีต่อไป!

แต่เมื่อพูดถึง “การฟื้นตัว” เราจะนึกภาพแบบ “กดปุ่ม” แล้วทุกคนฟื้นไปพร้อมกันคงไม่ได้ เพราะมาตรการกระตุ้น ปัจจัยเศรษฐกิจต่างๆที่ดีขึ้น หรืออานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศจะส่งผลต่อช่องทางต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน

“การฟื้นตัวของภาคส่งออก ที่จะส่งผ่านไปยังการผลิต ส่งผ่านไปยังการจ้างงานนั้นต้องใช้เวลา ดังนั้น เราจึงยังเห็นการบริโภคที่ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วตามการส่งออก ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นอีกส่วน เพราะแม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นบ้างจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว แต่มีภาระหนี้สินยังเป็นตัวถ่วงทำให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่ได้มาก”

ชำแหละโครงสร้าง “เอสเอ็มอี” อ่อนแอ

ส่วนความอ่อนแอของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ “เอสเอ็มอี” ซึ่งหลายคนชี้ว่าเป็นจุดสะท้อน “ความซบเซา” ของเศรษฐกิจไทยนั้น ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง

“โจทย์คงไม่ใช่เศรษฐกิจไทยจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ “เอสเอ็มอี” หรือไม่ แต่เศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวเร็วมากทำให้ “ความสามารถในการแข่งขัน” กลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็นในขณะนี้คือ ฐานะการเงินออกมาไม่ค่อยดี หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เอสเอ็มอีบ่นว่าขอสินเชื่อไม่ได้ แต่ถ้าเจาะลึกลงไปจะเห็นว่าเอสเอ็มอีที่ดี ที่ยังแข่งขันได้ ธนาคารพาณิชย์แย่งกันปล่อยสินเชื่อ แต่ก็มีเอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาด้านโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

“เหมือน “คนเป็นไข้” ปกติเราจะให้ “ยาพาราเซตามอล” ทั้งที่จริงๆแล้วเขาอาจจะเป็นไข้จากอะไรที่ร้ายแรงกว่านั้น เป็นไข้ที่ต้องใช้การรักษาที่ลึกกว่านั้น ถ้าเราให้พาราเซตามอล ไข้อาจจะบรรเทาลงไปแต่ไม่ได้รักษาอาการจริง และพบว่าหลายรายไม่ได้เป็นไข้ที่จะใช้ “พาราเซตามอล” แต่จากอาการที่แสดงออกมา ทำให้เราให้ความสำคัญกับ “มาตรการทางการเงิน” มากเกินไป”

เร่งยกระดับความสามารถแข่งขัน

ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพาณิชยกรรม ถ้าเป็นเมื่อก่อน ในทุกจังหวัดจะมีร้านค้าใหญ่ๆ ประจำจังหวัด ร้านวัสดุก่อสร้าง ร้านสินค้าเกษตร แต่วันนี้มีร้านค้าเจ้าใหญ่จากส่วนกลางกระจายไปเปิดทั่วประเทศ ส่งผลให้ “ความสามารถในการแข่งขัน” ของเอสเอ็มอีเจ้าใหญ่ในพื้นที่หายไป เพราะเจ้าใหญ่จากส่วนกลางมีต้นทุนที่ถูกกว่า

เอสเอ็มอีด้านรับเหมาก่อสร้างกำลังประสบปัญหาเช่นกัน เพราะเทคโนโลยีก่อสร้างวันนี้ไปไกลมาก ถ้าเอสเอ็มอียังใช้แรงงานเหมือนเดิม จะมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ขาดแรงงานฝีมือ แต่ต้องแข่งกับรายใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยี เช่นเดียวกับโครงการบ้านจัดสรรต่างจังหวัด แต่ก่อนมีผู้ประกอบการในจังหวัดที่ทำมาหลายชั่วอายุคนเป็นหลัก แต่วันนี้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ไปลงทุนเองทั่วประเทศ ผุดคอนโดมิเนียม 20 ชั้น สร้างบ้านจัดสรรในเวลารวดเร็ว

อีกตัวอย่างที่ดี คือ เอสเอ็มอีที่เป็น “โรงสี” เพราะเดิมมี “โครงการรับจำนำข้าว” ซึ่งมีการบิดเบือนด้านผลตอบแทน ทำให้รูปแบบธุรกิจของโรงสีคือการสร้างโกดังเก็บข้าวเพื่อหวังค่าเก็บข้าวจากรัฐ แต่เมื่อโครงการนี้จบไป คำถามก็คือ “โกดัง” ที่ขอสินเชื่อมาสร้างไว้จะทำอย่างไร สุดท้ายก็กลายเป็นหนี้เสีย

“สิ่งเหล่านี้ถือเป็น “โจทย์ใหญ่” ว่าจะทำอย่างไรให้ “เอสเอ็มอี” กลับมาแข่งขันได้จะสามารถปรับโครงสร้างให้เท่าทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วได้อย่างไร จะมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ หรือสามารถจับมือกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีเทคโนโลยีที่ดีกว่าได้อย่างไร”

เพื่อทำให้ “ประเด็น” นี้ชัดเจนยิ่งขึ้น ธปท.ได้ร่วมกับหอการค้าจังหวัด ให้เลือกเอสเอ็มอีที่เคยเป็นเจ้าสำคัญในแต่ละจังหวัดมา 1 ราย แล้วทำการศึกษาว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราหาหนทางแก้ปัญหาที่แท้จริงได้

“ที่ผ่านมาเราให้แต่พาราเซตามอล แต่ถ้าจริงๆแล้ว “เขา” ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน เราให้สินเชื่อเพิ่มก็ทำได้แค่ประวิงเวลา ยิ่งกว่านั้นอาจทำให้เขาติดอยู่ในวงจรหนี้ ที่ทำให้ปัญหาหนักขึ้นด้วยซ้ำ”

เปิดกลไกทำธุรกิจง่าย–ลดต้นทุน

ขณะที่ “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” ที่กำลังเดินหน้านั้น ผู้ว่าการ ธปท.บอกกับเราว่า ไม่ใช่การปฏิรูปของภาครัฐอย่างเดียว แต่เป็นการปฏิรูปของเอกชน ภาคประชาชน และของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน รวมทั้งสถาบันการเงินด้วย ซึ่งขณะนี้ถือเป็นรอยต่อของ “การปฏิรูปประเทศ”ที่สำคัญ

ผู้ว่าการ ธปท.ระบุด้วยว่า การแก้ปัญหา “ความสามารถในการแข่งขัน” นั้นทุกหน่วยงานจะต้องช่วยกัน ต้องเป็น “วาระแห่งชาติ” ความง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Bussiness) ต้องง่ายขึ้น โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ และกฎหมายของราชการที่สร้างภาระกับเอสเอ็มอีและภาคธุรกิจ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องลดอุปสรรคส่วนนี้ลงโดยเร็ว

โดยในส่วนของ ธปท.นั้นได้เริ่ม “ปฏิรูปกฎเกณฑ์เรื่องการแลกเปลี่ยนเงิน” ซึ่งได้ลดเกณฑ์ และปรับวิธีการทำงานไปได้จำนวนมาก ซึ่งเฉพาะการยกเลิกการกรอกเอกสาร พบว่าลดต้นทุนของภาคธุรกิจได้ปีละ 1,000 ล้านบาท และกำลังจะไปสู่การลดกฎเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ มีการประเมินกันว่า หากลดเกณฑ์กฎระเบียบของรัฐได้ทุกหน่วยงาน จะช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจได้เป็นหลักสิบหรือหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทีเดียว”

สร้างมิติใหม่ “สินเชื่อแบงก์”

นอกจากนั้น สิ่งที่ ธปท.ตั้งใจทำก็คือการใช้เทคโนโลยีทางการเงินเพื่อช่วยลดต้นทุนธุรกิจ เพราะในการทำธุรกิจถ้าระบบการชำระเงินไม่ดี ต้นทุนจะแพงมาก และยังเชื่อมโยงไปถึงการบริหารจัดการด้วย ยกตัวอย่างตอนนี้ ประเทศไทยทำ อี-คอมเมิร์ซ ซื้อขายของออนไลน์ก็จริง แต่ถ้าซื้อเสร็จยังต้องเดินไปแบงก์จ่ายเงิน ได้สลิปมา แฟ็กซ์สลิปไปให้คนขายเหมือนเดิม เราจึงต้องมาดูว่าจะช่วยเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร”

คำตอบของโจทย์นี้ จึงเป็นการนำเทคโน– โลยีการชำระเงินใหม่เข้ามาช่วย ประโยชน์คือ 1.ทำให้ธุรกิจเข้าถึงตลาดได้ทั่วถึง 2.ต้นทุนถูกลงแต่ประสิทธิภาพดีขึ้น ซึ่งบริการโอนเงิน “พร้อมเพย์” และ “เครื่องชำระเงินอีดีซี” เป็นเพียงส่วนแรกๆ ที่ทำอยู่ ขณะที่ข้อที่ 3 ที่สำคัญขึ้นมาคือ ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์สามารถเก็บข้อมูลการใช้จ่ายของลูกค้าไว้ได้ ซึ่งร้านค้าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการขอสินเชื่อ

โดยใช้ประวัติการซื้อสินค้าผ่านระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ถือเป็นการสร้างการขับเคลื่อนใหม่จากสินเชื่อเดิมๆ ที่ใช้หลักประกันอย่างเดียวสู่การใช้ข้อมูลเพื่อขอสินเชื่อ (Information Based Lending)

“ธุรกิจหนึ่งที่ “อาลีบาบา” ทำอยู่ขณะนี้ คือปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ซึ่งประสบความสำเร็จมากเพราะเอ็นพีแอลเป็นศูนย์ หรือใกล้ศูนย์ เหตุผลก็เพราะเขาเก็บข้อมูลละเอียดว่าคนที่ซื้อสินค้าซื้อซ้ำบ่อยแค่ไหน เป็นคนพื้นที่ไหน เช่นหากเป็นพื้นที่อย่างสุขุมวิท มีคนซื้อของซ้ำๆ และยอดเพิ่มขึ้นทุกเดือน แปลว่าธุรกิจนั้นความเสี่ยงต่ำมาก แต่ของไทยเรายังต้องเอาที่ดินมาวางซึ่งหากยังเป็นแบบนี้จะกระทบต่อความสามารถการแข่งขันแน่นอน”

ใช้ “เทคโนโลยีการเงิน” ต่อยอดธุรกิจ

ขณะเดียวกัน การสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานในการระบบการชำระเงิน” โดยเฉพาะการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยเอสเอ็มอีได้มาก ทั้งระบบการโอนเงินแบบพร้อมเพย์ ซึ่งกำลังจะมีเวอร์ชั่นที่ 2 ที่ 3 การชำระเงินผ่านระบบคิวอาร์โค้ด กระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ระบบการจ่ายบิลผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนอกเหนือจากการจ่ายเงินค่าสาธารณูปโภคพื้นฐานแล้ว ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซ ยังสามารถส่งบิลอิเล็กทรอนิกส์ให้ลูกค้าจ่ายเงินอย่างง่ายๆ ได้ด้วย

“สำหรับพร้อมเพย์ เวอร์ชั่นแรก บุคคลต่อบุคคล ในขณะนี้มียอดคนใช้ 30 ล้านเลขหมาย มียอดการใช้ต่อวัน 230,000 รายการ และยอดการใช้สะสมอยู่ที่ 90,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าครบ 100,000 ล้านบาท เราจะฉลอง”

ข้อดีของพร้อมเพย์ นอกจากค่าธรรมเนียมถูกแล้ว คือเมื่อโอนเงินแล้ว ถ้าเป็นระบบการโอนเงินอื่นๆจะไม่บอกที่มา แต่พร้อมเพย์จะบอกชื่อคนโอนให้ ซึ่งความลำบากของการทำธุรกิจ คือ “การตรวจสอบความถูกต้องของการรับเงิน” เช่น ขายของราคา 10,000 บาทเท่ากัน มีคนโอนมาราคา 10,000 บาทหลายรายการ แบบเดิมต้องจ้างพนักงานมาตรวจสอบ แต่ถ้าระบบชำระเงินดีจะตรวจสอบด้วยตัวเองได้ เป็นการลดต้นทุนของการทำธุรกิจไปในตัว

ยิ่งเมื่อพัฒนาไปสู่ “ระบบคิวอาร์โค้ด” ได้จะยิ่งสะดวกมากขึ้น ช่วยลดค่าธรรมเนียมในการรับชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ของร้านค้าลง ในที่สุดจะสามารถลดต้นทุนได้ทั้งระบบ ก้าวไปสู่ “ความสามารถในการแข่งขัน” ในอีกขั้นหนึ่งได้

ส่วนข้อกังวลของร้านค้าที่กลัวว่า ใช้พร้อมเพย์แล้วจะถูกเก็บภาษีเพิ่มซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะพร้อมเพย์มีระบบกลางที่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ สรรพากรก็ดูข้อมูลไม่ได้ ระบบจะไม่สามารถเชื่อมโยงคนโอนเงินกับคนรับเงินได้ และเป็นระบบที่ปลอดภัยต่อการขโมยข้อมูล

อีกส่วนหนึ่งคือ “บริการทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่” หรือฟินเทค ซึ่งถ้าใช้ให้ดีจะช่วยลดต้นทุนเอสเอ็มอีได้มาก เช่น ธุรกิจสินเชื่อแฟกเตอริ่ง ซึ่งพยายามทำกันมา 20 ปีแล้วแต่ระบบข้อมูลแบบเดิมไม่เอื้อ แต่เมื่อใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วธุรกิจนี้เกิดขึ้นได้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ธปท.อยากส่งเสริมและอยากให้เกิดขึ้น

***********

อย่างไรก็ตาม “เหรียญย่อมมีสองด้าน” การเข้ามาของ “โลกดิจิทัล” อาจช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจลงได้มาก แต่อีกด้านก็อาจสร้างผลกระทบให้กับภาคแรงงาน และธุรกิจบางส่วนที่ปรับตัวไม่ได้

“เราใช้ระดับเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อยกระดับประเทศ แต่ถ้ามีผลกระทบก็ต้องดูเรื่องเยียวยา โดยทักษะการทำงานต่อจากนี้จำเป็นต้องเปลี่ยน แรงงานต้องมีความสามารถปรับตัว แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้ามีผลกระทบไม่ต้องทำ แต่ควรจะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์มากกว่าโทษ ไม่ควรให้สิ่งเหล่านี้มาหยุดการพัฒนาประเทศ” นายวิรไทกล่าว

ผมตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้ามีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว” กระแสเมืองไทยขณะนี้จะมองแบบ “น้ำพร่องแก้ว” (half empty) หรือ “เหลือแค่ครึ่ง” มากกว่า “เหลือน้ำอีกตั้งครึ่ง” (half full) แต่ประเทศที่กำลัง “ปฏิรูป” จำเป็นต้องเปลี่ยน...จะต้องทำอย่างไรให้เปลี่ยนมามองในลักษณะ half full และช่วยกันต่อยอดทำให้ “น้ำเต็มแก้ว”

หาก “มองในแง่ร้าย” ไปก่อน การเริ่มต้นใหม่ๆ ที่เราพยายามจะทำกันจะยากมาก

อย่าคิดว่าสู้เขาไม่ได้แล้วไม่ทำอะไร แต่ในโลกของการเปลี่ยนแปลงต้องคิดว่า “ทำอย่างไรถึงจะสู้ได้”

ทีมเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ