“ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร” แม่ทัพใหญ่ BAM เปิดทางแก้หนี้เสีย 1.2 ล้านล้านของไทย

Business & Marketing

Executive Interviews

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

“ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร” แม่ทัพใหญ่ BAM เปิดทางแก้หนี้เสีย 1.2 ล้านล้านของไทย

Date Time: 21 ก.พ. 2569 08:00 น.

Video

Dropbox เอาตัวรอดมายังไง ? เมื่อโปรดักส์ที่ขายกลายเป็น "ของแจกฟรี" | Digital Frontiers EP.58

Summary

เมื่อหนี้เสียของไทยใหญ่ 1.2 ล้านล้านบาท จะเริ่มที่ตรงไหน? มาหาคำตอบผ่านมุมมอง “ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร” แม่ทัพใหญ่ BAM ในฐานะ AMC เจ้าใหญ่ของไทย

Latest


เมื่อหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งทะยาน แต่รายได้และการเติบโตของเศรษฐกิจกลับสวนทางกัน จนเกิดกองหนี้เสียกว่า 1.2 ล้านล้านบาท กลายเป็นโจทย์หินว่า "หนี้มหาศาลเหล่านี้ต้องแก้ไขอย่างไร?" 

Thairath Money มีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ในฐานะบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) รายใหญ่ของไทยถึงวิธี "บำบัดหนี้เสีย" สำหรับคนตัวเล็กไปจนถึงระดับประเทศให้กลับมาเป็น “หนี้ดี” ในระบบเศรษฐกิจ

เปิด "นรกหนี้" ของไทยกว้างกว่าที่คิด

ดร.รักษ์ เปรียบเทียบสถานการณ์หนี้เสียของไทย (NPL หรือกลุ่มค้างจ่ายเกิน 90 วัน) ว่าเหมือน “นรก” ที่ขนาดมหึมาและกำลังขยายตัว

“คนที่ไปต่อไม่ได้แล้ว สัมภเวสีทั้งหลายที่เป็นลูกหนี้จะวิ่งเข้ามาอยู่ในนรก ที่ตอนนี้ขนาดใหญ่ถึง 1.2 ล้านล้านในมูลค่าของ NPL ที่ขายออกมาแล้ว ยังไม่ได้รวม NPL บางส่วนที่อยู่กับแบงก์”  

แต่ตัวเลขหนี้เสียที่ 1.2 ล้านล้านบาทอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะถ้ารวมกับกลุ่มเสี่ยงสูงอย่าง Special Mention หรือ SM (ที่ค้างจ่ายหนี้ 1-3 เดือน) จะทำให้รวมๆ แล้วมูลค่าหนี้อาจสูงถึง 2 ล้านล้านบาท ดังนั้น “หนี้” จึงถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ รวมถึง AMC หรือคนที่ซื้อหนี้เสียมาบริหารมีบทบาทมากขึ้น 

“อุตสาหกรรม AMC คือระบบนิเวศ เหมือนคนที่เข้าไปดูดซับของเสียจากระบบสถาบันการเงิน เราเหมือนโรงบำบัดน้ำเสียที่จะเติมออกซิเจนเข้าไป จากลูกหนี้ที่เป็น NPL เราก็สามารถให้โอกาสเขาใหม่ได้ เมื่อผ่อนหนี้ได้เขาจะกลายเป็น RPL ก็คือ Re-performing Loan (หนี้ดี) ในที่สุด จากคนที่เคยล้มก็กลับมาเป็นนักรบทางเศรษฐกิจอย่างเต็มภาคภูมิได้ใหม่อีกครั้ง”

ปัจจุบันจากหนี้เสียในตลาดที่ 1.2 ล้านล้านบาท BAM ถือเป็นเจ้าใหญ่ที่มีมูลค่าหนี้กว่า 4.9 แสนล้านบาท ยิ่งแนวโน้มหนี้เสียไทยอาจเพิ่มขึ้น BAM ก็ต้องเร่งปรับตัวให้เร็วขึ้น เร่งปั่นหนี้เสียให้กลายเป็นหนี้ดีให้มากที่สุด ผ่านโซลูชันใหม่ๆ ที่เรากำลังเริ่มทำ


แก้หนี้ต้องเริ่มจากความเป็น “มนุษย์” 

จะผ่อนหนี้-ผ่อนทรัพย์ต้องทำได้จริง

ถ้าเล่าให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นธุรกิจ AMC จะเข้าไปประมูลหนี้เสียจากสถาบันการเงินต่างๆ มา ซึ่งจะได้ราคาต่ำกว่ามูลหนี้จริง เช่น มูลหนี้ 100 บาทอาจซื้อมาในราคา 30 บาท เป็นต้น จากนั้นทาง AMC จะเสนอโซลูชันปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ ในอีกด้านจะดูแลในเรื่องของการขายหรือระบายทรัพย์ (NPA) ด้วย

“สิ่งที่ผมต้องทำไปพร้อมๆ กัน ปรับ Mindset ของการมองโจทย์ปัญหาของ BAM หรือของ AMC ทั่วไปว่า ถ้าเราบอกว่า (หนี้เสีย) ทุกบาททุกสตางค์เราต้องเรียกเก็บที่ 100 บาท ทั้งๆ ที่คุณซื้อมาแค่ 30 บาทเนี่ย ผมว่ามันเป็นเกมที่มันเป็น Zero Sum Game อ่ะ ไม่มีใครชนะหรอก” ดร.รักษ์ กล่าว

ดังนั้นกลยุทธ์ของ BAM จะโฟกัสที่ความเป็นมนุษย์มากขึ้น ว่าจะปรับโครงสร้างหนี้อย่างไร ที่ลูกหนี้ก็ไปต่อได้ BAM ก็ไปต่อได้ ผ่านการมองหา "Sweet Spot" หรือจุดที่ลูกหนี้ผ่อนไหวจริง เช่น หนี้ 100 บาท เริ่มเจรจาให้จ่ายที่ 80 บาท ไหวไหม? ถ้าไม่ไหวก็ปรับลงมาให้เหมาะสม เพื่อให้ลูกหนี้เจอจุดที่สามารถผ่อนจ่ายและปิดหนี้ได้จริง 

ส่วนกลุ่มหนี้ธุรกิจที่ต้องการสภาพคล่องในการทำธุรกิจ ฝั่ง BAM ในฐานะเจ้าหนี้ก็อยากได้เงินคืน เรามองว่าต้องมีตัวกลางที่จูนความคิดออกมาเป็นแผนปรับโครงสร้างหนี้ได้ จึงผลักดัน FA หรือ Financial Advisor ที่ได้รับการอนุญาตจาก ก.ล.ต. มาเป็นตัวกลางเจรจาให้ลูกหนี้ทำธุรกิจต่อได้และจ่ายหนี้ได้ในระยะยาว โดย BAM จะช่วยออกค่าธรรมเนียม FA ให้บางส่วน 

ด้านการจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) ทุกวันนี้ยอดปฏิเสธสินเชื่อโดยเฉพาะบ้านราคาต่ำ 3 ล้านบาทสูงกว่า 50% แสดงว่าศักยภาพของผู้ซื้อทรัพย์บ้านธรรมดาน้อยลงไปมาก ดังนั้น BAM จะรอคอยให้ลูกค้าไปกู้แบงก์เพื่อมาซื้อทรัพย์เราก็ยาก แต่ถ้าคนยังอยากมีบ้านแต่มีเงินผ่อนหลักพันต้องทำอย่างไร? 

ปี 2568 ที่ผ่านมาเลยเกิดเป็นโครงการ “ทรัพย์มหาชน” ให้คนที่โดนปฏิเสธสินเชื่อมา “ผ่อนตรงกับ BAM ได้” เริ่มต้นผ่อนเดือนละ 1,000 บาท มาเจาะกลุ่มอาชีพอิสระที่ไม่มีเอกสารทางการเงิน เช่น พ่อค้าแม่ค้า, วินมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ เข้ามาคุยว่ารายรับ-ภาระหนี้เท่าไร เหลือเงินผ่อนได้เท่าไร หลังเปิดโครงการนี้มา 3 เดือนแล้วมียอดปล่อยสินเชื่อรวม 1,074 ยูนิตถือว่าสูงมาก

ขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 นี้ BAM ยังเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ๆ อย่าง “ทรัพย์พร้อมผู้เช่า” เจาะกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการ Passive Income โดยมีเอเจนท์มือโปรช่วยบริหารจัดการการเช่าให้แบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงโครงการ "BAM for the Heroes" ที่เตรียมทำ MOU กับกองทัพฯ กรมตำรวจ เพื่อเจาะกลุ่มข้าราชการมีบ้านได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งจะมีตัวเลือกให้ใช้บำเหน็จปลายทางมาปิดหนี้


BAM ยุคใหม่: เปลี่ยนคู่แข่งเป็นคู่ค้า!

ดร.รักษ์ เล่าต่อว่า ในปี 2569 นี้แม้ BAM จะเตรียมเงินลงทุนราว 4,000 ล้านบาท เพื่อซื้อมูลหนี้ราว 18,000 - 20,000 ล้านบาท แต่ก็ยังโฟกัสการปั่นหนี้ออกไปให้เร็วขึ้น โดยตั้งเป้าหมาย “ลด” ระยะเวลาการถือครองทรัพย์ลงจากเดิมที่ใช้เวลารวม 15 ปีให้ทยอยลดลง (ส่วนการขายทรัพย์ลดจาก 6 เหลือ 3-5 ปี)

“โมเดลเดิมของเหล่า AMC ที่กู้เงินมหาศาลเพื่อมาซื้อหนี้ แล้วก็เก็บแช่ตู้เย็นเอาไว้ ซึ่งรวมถึง BAM ที่เคยมีภาระหนี้สูงถึง 100,000 ล้าน และมี Outstanding debt อยู่ประมาณ 500,000 ล้าน เดิมทยอยขายทรัพย์ออก ซึ่งกรรมเก่าเหล่านี้ มีภาระหลักคือการตั้งสำรองที่สูง อันดับต้นๆ”

กลยุทธ์หลักที่ BAM ใช้ในการปล่อยทรัพย์ออกคือ เปลี่ยนจากคู่แข่งทางธุรกิจอย่าง AMC เจ้าอื่นๆ ที่ต้องมาแข่งประมูลหนี้กัน หรือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) ที่อาจต้องแข่งกันขายบ้านมือสอง ฯลฯ ให้กลายมาเป็น “คู่ค้า” เช่น เมื่อ BAM ประมูลหนี้ล็อตใหญ่มากจะสามารถแบ่งทรัพย์บางส่วนขายให้กับ AMC รายย่อยที่เงินทุนน้อยกว่าแต่มีความถนัดเฉพาะทาง โดย BAM อาจคิดค่าธรรมเนียมส่วนต่างไป 

ส่วนกลุ่ม Developer มีพันธมิตรหลายเจ้าเช่น VBeyond, Bangkok Asset, SA ที่เชี่ยวชาญในการซ่อมแซมบ้าน หรือรู้จักทำเลต่างๆ โดย BAM จะเปิดให้เลือกทรัพย์ที่ต้องการพัฒนา และให้เวลา 6 เดือนในการซ่อมแซม โดยจ่ายค่าธรรมเนียม (BG) ที่ 5% เมื่อซ่อมบ้านเสร็จ Developer ขายออกให้ลูกค้าได้ BAM ก็โอนทรัพย์ตรงไปให้ลูกค้าได้เลย โดยที่เหล่า Developer ไม่ต้องแบกต้นทุนเพิ่มเติม ดังนั้น BAM จะเป็นเหมือน "เจ้าของนา" ที่เปิดพื้นที่ให้พันธมิตรเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิตร่วมกัน

จากกลยุทธ์เหล่านี้ BAM เชื่อว่าจะระบายทรัพย์ NPA ออกไปให้เร็วขึ้นจากปกติที่ยอดเฉลี่ยที่ 25,000 - 27,000 ชิ้น ต่อปี และตั้งเป้าผลเรียกเก็บที่ 19,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2568 ที่อยู่ราว 18,000 ล้านบาท

ปรับการทำงานให้ "คม" ไม่ต้อง "หนัก"

สุดท้าย ดร.รักษ์ เล่าถึงส่วนงานที่สำคัญที่สุดของ BAM คือ การพัฒนาบุคลากรไปพร้อมกับองค์กร โดยจะเติบโตแบบนิ่งๆ ที่ให้คนทำงานมีความสุข ทำงานเท่าเดิม แต่ทำงานในรูปแบบที่ฉลาดขึ้น คมขึ้น และที่สำคัญให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันว่า งานที่ทำอยู่ไม่ว่าจะส่วนหน้าบ้าน กลางบ้าน หลังบ้าน ทุกคนสามารถที่จะเติมเต็มงานของกันและกันได้โดยมีเทคโนโลยีมาช่วยให้การทำงานทุกฝ่ายราบรื่น 

“เมื่อไหร่การทำงานเป็นทีมเดียวกัน ก็จะเป็นการทำงานที่มีความสุขและยั่งยืนสำหรับองค์กร”

หมายเหตุ: ปัจจุบันมูลค่าหนี้ (เกณฑ์สิทธิ) ของ BAM อยู่ที่ 491,846 ล้านบาท แบ่งเป็น Corporate 248,232 ล้านบาท (สัดส่วน 50.47%), SME ที่ 122,827 ล้านบาท (24.97%), รายย่อย 120,787 ล้านบาท (24.55%)



อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ