
ไทยเร่งสร้างนักวางแผนการเงิน CFP/AFPT มืออาชีพ แก้โจทย์สังคมสูงวัย-หนี้ครัวเรือน มุ่งเปลี่ยนบทบาทจากคนขายสู่ “สถาปนิกชีวิต” และ “คุณหมอการเงิน” ที่ปรึกษาเฉพาะบุคคลเพื่อความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันภาพรวมของวิชาชีพนักวางแผนการเงินในประเทศไทยภายใต้มาตรฐานสากล CFP (Certified Financial Planner) กำลังอยู่ในจุดที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยความท้าทาย แม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกของ FPSB (Financial Planning Standards Board) มาอย่างยาวนาน แต่ในเชิงปริมาณนั้นยังถือว่ามีบุคลากรผู้ถือคุณวุฒิ CFP ในจำนวนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการของประเทศ
Thairath Money ชวนเปิดมุมมอง "วิโรจน์ ตั้งเจริญ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย" ภารกิจยกระดับ CFP สู่มาตรฐานโลก ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสูงวัยและวิกฤติหนี้ครัวเรือน เมื่อ "แผนการเงิน" ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือเข็มทิศที่จะเปลี่ยนอนาคตคนไทย
เริ่มแรก วิโรจน์ ฉายภาพว่า ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ ไทยอยู่อันดับที่ 11 โดยมีผู้ถือคุณวุฒิ CFP อยู่เพียงประมาณ 800 คน เท่านั้น (จากผู้ถือคุณวุฒิ CFP ทั่วโลกกว่า 223,000 คน) เมื่อเทียบกับประชากรวัยทำงานของไทยที่มีกว่า 40 ล้านคน จะคิดเป็นสัดส่วนนักวางแผนการเงิน 1 คนต่อประชากรถึง 50,000 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางจำนวน CFP ที่ยังน้อย ประเทศไทยกลับได้รับการยกย่องในเวทีโลกว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของจำนวน CFP สูงที่สุดถึง 18.5% ในปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและการตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนการเงินในสังคมไทยที่มีนัยสำคัญยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ความต้องการนักวางแผนการเงินที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจาก “อีโคซิสเต็ม” ที่เปลี่ยนไป ในอดีตเรื่องการเกษียณอาจไม่ต้องวางแผนมากนัก เพราะครอบครัวมีลูกมาก แต่ปัจจุบันอัตราการเกิดต่ำสุด (ปีที่ผ่านมาไม่เกิน 500,000 คน) หลายครอบครัวมีบุตรน้อยหรือไม่มีเลย ประกอบกับคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 80-95 ปี ทำให้ไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged Society) การบริหารเงินหลังเกษียณจึงมีความซับซ้อนกว่าเดิมมาก
จึงเป็นเหตุผลให้สมาคมฯ มุ่งส่งเสริมให้ผู้ที่ได้รับคุณวุฒิวิชาชีพนักวางแผนการเงิน CFP และคุณวุฒิวิชาชีพที่ปรึกษาการเงิน AFPT ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีความรู้ ทักษะ ความสามารถ และมีจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพได้รับการยอมรับและมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล รวมทั้งเป็นที่รู้จักและยอมรับในอุตสาหกรรมการเงินของประเทศไทยอย่างกว้างขวาง
เพื่อให้การผลิตบุคลากรครอบคลุมทุกระดับ สมาคมนักวางแผนการเงินไทยจึงได้แบ่งคุณวุฒิออกเป็น 2 ระดับหลัก เพื่อเป็นบันไดให้นักวิชาชีพค่อยๆ สั่งสมความเชี่ยวชาญ ดังนี้
นอกจากนี้แผนระยะกลาง สมาคมนักวางแผนการเงินไทยมีแผนเชิงรุกในการเพิ่มจำนวน CFP ให้ถึงหลัก 1,000 คน ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยเริ่มจากการปลูกฝังตั้งแต่ระดับการศึกษา ปัจจุบันมีความร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัยชั้นนำ และขยายผลลงไปถึงระดับอาชีวศึกษา รวมทั้ง AFPT และองค์กรสถาบันต่างๆ ด้วยเช่นกัน
และยิ่งมีแนวทางความร่วมมือกับไทยรัฐมันนี่ในการลงไปกับสถานศึกษาผ่าน Thairath Money Campus Tour 2026 นับเป็นการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังเป็นการสร้างพื้นฐานทางการเงินให้กับนักศึกษาได้
รวมทั้งได้มีการเปิดตัวหลักสูตรใหม่ Post Retirement Specialist (PRS) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged Society) เนื่องจากการบริหารเงินหลังเกษียณมีความซับซ้อนและสำคัญมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ หรือการจัดการกระแสเงินสดผ่านประกันบำนาญเพื่อให้มีเงินใช้ทุกเดือนเหมือนมีเงินเดือนตลอดชีวิต
ในยุคที่ข้อมูลการเงินหลั่งไหลบนโซเชียลมีเดียผ่านเหล่า “Finfluencer” สมาคมนักวางแผนการเงินมองว่า
อย่างเช่นในช่วงปีที่ผ่านมามีหลาย Asset Class ฉะนั้นหากขาดการแนะนำที่ดี อาจจะทำให้การลงทุนนั้นไม่ประสบความสำเร็จ
นายกสมาคมฯ มองว่า บทบาทของนักวางแผนการเงินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องการลงทุนให้เงินงอกเงย แต่เปรียบเสมือน “สถาปนิก” ผู้ร่างแบบแปลนชีวิต ช่วยจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย และแยกพอร์ตเงินตามวัตถุประสงค์เพื่อรักษา “พลังของเงิน” และเป็น “คุณหมอ” ผู้ที่คอยวินิจฉัยและตรวจสุขภาพทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับแผนให้ทันต่อสถานการณ์และช่วงอายุที่เปลี่ยนไป
“เราไม่อยากให้คนไทยมองว่านักวางแผนการเงิน หรือ CFP เป็นคนขายสินค้าทางด้านการเงิน เพราะเราไม่ใช่เซลส์ แต่เราเป็นคนออกแบบชีวิต เป็นเพื่อนคู่คิดทางด้านการเงิน ทุกช่วงชีวิตของคนทุกคน ซึ่งนักวางแผนการเงิน จะเข้ามาช่วยจัดลำดับความสำคัญ เช่น การสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือนเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่ การจัดการหนี้สินซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ และการแยกพอร์ตตามเป้าหมาย เช่น พอร์ตเกษียณที่ต้องไม่ถูกดึงมาใช้ในเป้าหมายระยะสั้น เพื่อรักษาพลังของเงินให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด และที่สำคัญคือต้องมีการตรวจสุขภาพทางการเงินอย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับแผนให้ทันต่อสถานการณ์” วิโรจน์ กล่าว
ทั้งนี้ CFP จะมีสองกลุ่มคือ กลุ่มที่เป็นฟรีแลนซ์ และอีกกลุ่มคือมีสังกัดอยู่กับสถาบันการเงิน กลุ่มบริษัทประกัน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีความชำนาญไม่เหมือนกัน และมีข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป ดังนั้นผู้รับคำปรึกษาต้องมีการศึกษาให้ดีก่อนเข้ารับคำปรึกษา
ส่วนภาพใหญ่ในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ วิโรจน์ ฉายภาพว่า ปัญหาหลักๆ คือขาดกำลังซื้อ คนเป็นหนี้เยอะ หนี้สินภาคครัวเรือนสูงถึง 87% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งฉุดกำลังซื้อ ฉะนั้นการวางแผนการเงินจะช่วยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีนักวางแผนการเงินที่เพียงพอไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจชาติ
ฉะนั้นสิ่งที่ภาคเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยต้องเริ่มมาแก้ไขโครงสร้าง ต้องฝึกให้คนมองเห็นการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น สร้างเงินออม จัดการหนี้สิน ซึ่งเป็นจุดแรกที่ทำให้ภาคเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนได้ และเมื่อประชาชนมีเงินออมเพิ่มขึ้น เม็ดเงินจะไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงินและตลาดทุน ช่วยขยายตัวธุรกิจภาคการผลิตและลดงบประมาณการดูแลของภาครัฐในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่วิชาชีพนี้ นายกสมาคมฯ มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงความรู้ แต่คือ “แรงบันดาลใจ” และการเข้าใจในบทบาทการเป็นเพื่อนคู่คิดทางการเงิน ยึดถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบจรรยาบรรณเดียวกันไม่ว่าจะเป็นนักวางแผนอิสระหรือสังกัดสถาบันการเงิน
“เราไม่ได้ต้องการสร้างพนักงานขายสินค้าการเงินแต่ต้องการสร้างที่ปรึกษาที่เป็นกลาง ทุกคนทำงานภายใต้กรอบจรรยาบรรณเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนไทยว่า การเดินเข้ามาปรึกษานักวางแผนการเงินจะช่วยให้เขามีความสุขและความสบายใจเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่าผู้ที่เข้ารับการปรึกษาจากนักวางแผนการเงินมีความสุขและพอใจในชีวิตสูงถึง 73% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้บริการซึ่งมีเพียง 40% เท่านั้น” วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney