
เจาะลึกมุมมอง ท๊อป-จิรายุทธ ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและ CEO กลุ่ม Bitkub กับทิศทางของสินทรัพย์ดิจิทัล การเข้ามาของสถาบันการเงิน และหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งสำหรับคนรุ่นใหม่
ในยุคที่โลกเผชิญกับความผันผวนและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว ราคา Bitcoin ที่แตะ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ อาจเป็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ "วาฬรุ่นเก๋า" เริ่มเทขาย แต่ "สถาบันการเงินระดับโลก" กลับกระโดดเข้ามารับช่วงต่อ
Thairath Money พาเจาะลึกไปกับ ท๊อป-จิรายุทธ ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและ CEO กลุ่ม Bitkub ที่ได้มาร่วมแชร์มุมมองผ่านรายการ Thairath Money Night Stand เกี่ยวกับทิศทางของสินทรัพย์ดิจิทัล การเข้ามาของสถาบันการเงิน และหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งสำหรับคนรุ่นใหม่
ท๊อป-จิรายุทธ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่าช่วงต้นปีที่ประชุม World Economic Forum คาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 3.3% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 3.8%
แต่เมื่อผ่านไปครึ่งปี ในการประชุม Summer Davos พบว่าโลกโตจริงเพียง 2.2% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทั่วโลก และการที่อเมริกาและจีนลดการพึ่งกาค้าขายกันโดยตรงเป็นครั้งแรก ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ดูหนักหน่วง Cryptocurrency กลับได้รับแรงหนุนสำคัญ จากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยมีนโยบายผลักดันให้อเมริกาเป็นผู้นำในด้าน AI และ Cryptocurrency
นโยบายที่สร้างความเชื่อมั่นอย่างมากคือ การผลักดัน Stablecoin ให้เป็นระบบชำระเงินของโลกอนาคต และการจัดตั้ง Bitcoin Strategic Reserve หรือ การใช้ Bitcoin เป็นคลังสำรอง โดยมีแผนให้สหรัฐฯ ซื้อ Bitcoin ปีละ 200,000 เหรียญ เป็นเวลา 5 ปี เพื่อให้ครบ 1 ล้านเหรียญสำหรับเป็นทุนสำรอง
เมื่อผู้มีอำนาจในโลกออกมาให้ความเชื่อมั่นเช่นนี้ ทำให้กองทุนระดับโลกอย่าง BlackRock, Fidelity และบริษัทอย่าง Micro Strategy รวมถึงประเทศต่างๆ เช่น UAE เริ่มเข้ามาเก็บ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรอง
โดยปัจจุบันอเมริกามีครอบครองอยู่ประมาณ 210,000 Bitcoin และจีนมี 190,000 Bitcoin ซึ่งถือเป็นการใช้กลยุทธ์ Bitcoin Strategic Reserve ทั่วโลก
ท๊อป-จิรายุทธ ชี้ให้เห็นภาพว่าหากย้อนกลับไป 13-14 ปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนของ Cryptocurrency นั้น มาจากรายย่อยเป็นหลัก แต่ในรอบนี้เป็นการขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินของสถาบัน ซึ่งเน้นไปที่ Bitcoin เพียงเหรียญเดียว
โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก "OG Whale" หรือรายใหญ่ในวงการที่ถือ Bitcoin มานานกว่า 10 ปีในราคาถูก เมื่อราคาแตะระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ กระเป๋าที่เคยนิ่งมานานก็เริ่ม Active เพื่อเทขาย
และกลายเป็นว่าสถาบันเข้ามาเป็น Exit Liquidity หรือแรงซื้อให้กับคนกลุ่มเดิม นี่คือช่วงรอยต่อสำคัญที่ Bitcoin เปลี่ยนมือจากรายย่อยไปสู่สถาบัน กองทุน และรัฐบาล
โดยปกติ Bitcoin จะมีรอบการขึ้นลงในช่วง 4 ปี ซึ่งมี 1 ปี ที่เป็น “ปีทอง” (Summer) และปีซบเซา 3 ปี (Winter) และตามสถิติ Summer รอบนี้ควรจบลงในเดือนตุลาคม 2568 ที่ราคาขึ้นไปสูงสุด 124,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วตกลงมา
แต่ความแปลกของรอบนี้คือ ปกติช่วงเปลี่ยนผ่านราคาต้องตกลงอย่างน้อย 70-80% แต่ครั้งนี้ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สาเหตุสำคัญมาจากการเข้ามาถือของกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่เน้นถือยาว
ทำให้วัฏจักรเดิมอาจเปลี่ยนไปสู่ Super Cycle ที่ Winter ไม่หนักหน่วงเหมือนเดิม ประกอบกับปัญหาเงินเฟ้อและการพิมพ์เงินของสหรัฐฯ ที่ทำให้เงินด้อยค่าลงปีละ 10% ส่งผลให้บริษัทต่างๆ เปลี่ยนเงินในงบดุลมาเก็บใน Hard Asset อย่าง Bitcoin แทน
ปัจจุบัน Bitcoin ได้กลายเป็น "Asset of Fear" หรือสินทรัพย์แห่งความกลัวไปแล้ว เช่นเดียวกับทองคำ ยิ่งโลกมีความไม่มั่นคง มีความขัดแย้งระหว่างอเมริกา-จีน หรือโอกาสเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 สูงขึ้น ราคา Bitcoin และทองคำจะยิ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้ ประเมินว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า สินทรัพย์ที่น่าจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุดคือ Cryptocurrency และทองคำ เพราะความสัมพันธ์ของขั้วอำนาจโลกยังไม่ถึงจุดต่ำสุด และสหรัฐฯ ก็ยังมีแนวโน้มจะพิมพ์เงินเพิ่ม ซึ่งเป็นลมใต้ปีกให้กับสินทรัพย์เหล่านี้ด้วย
ท๊อป ทิ้งท้ายว่า การสร้างความมั่งคั่งสำหรับคนรุ่นใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่หลายคนคิด เพราะหากทำได้ง่ายทุกคนก็คงมั่งคั่งกันไปหมดแล้ว สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องมีคือ "วินัย" ซึ่งเป็นคุณสมบัติร่วมของคนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ไม่ว่าจะเป็นวินัยในการใช้เงิน วินัยในการลงทุน วินัยในการดูแลสุขภาพ หรือแม้แต่วินัยในการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตนเอง
นอกจากนี้ เน้นย้ำว่าเราต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่ "สมควรจะรวย" เสียก่อน เพราะหากรวยด้วยความฟลุ๊กแต่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม สุดท้ายก็จะรักษาความมั่งคั่งไว้ไม่ได้และกลับมาจนเหมือนเดิม
นอกจากเรื่องวินัยแล้ว คุณลักษณะที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ "ความกัดไม่ปล่อย" ซึ่งเป็นนิสัยพื้นฐานที่เขาพบในตัวผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จทุกคน หัวใจสำคัญคือการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค พร้อมที่จะล้มลุกคลุกคลานและลุกขึ้นมาสู้ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะถึงจังหวะที่ประสบความสำเร็จ
ดังนั้น การจะมีความมั่งคั่งในอนาคตจึงไม่ใช่แค่ความอยากรวย แต่คือการมุ่งมั่น ปรับเปลี่ยนคาแรคเตอร์และตัวตน ของเราให้มีความแข็งแกร่งและเหมาะสมกับความสำเร็จที่จะตามมา
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้