
ไทยขึ้นแท่นเบอร์ 1 อาเซียนด้านการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมไมซ์ โดยปี 2568 เติบโตทะลุ 135% พร้อมสร้างรายได้เกือบแสนล้านบาทผ่านกลยุทธ์เชิงรุกและ 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ TCEB เผย เดินหน้าสู่ปี 2569 ด้วยงานระดับโลกอย่าง Gastech และ IMF-World Bank เพื่อเป็น "Game Changer" สร้างโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน และเปิดประตูสู่ตลาดโลกให้ SME ไทยอย่างยั่งยืน
ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคหลัง Pandemic ที่หลายคนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการพบปะกันทางธุรกิจ อุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติของประเทศไทย (MICE) เคยพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในปี 2562 สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติที่วางเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยไว้ที่ 3-5% ต่อปี ทว่าการมาถึงของวิกฤตการณ์โควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนทุกองคาพยพ และก่อให้เกิดคำถามที่ท้าทายว่า “นวัตกรรมดิจิทัลจะสามารถก้าวเข้ามาทดแทนการพบปะเจรจาทางธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้หรือไม่?”
ดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ตอบคำถามนี้พร้อมกับประเมินว่า มนุษย์ยังคงโหยหาปฏิสัมพันธ์แบบต่อหน้า เพราะการสร้างความไว้วางใจและการเจรจาทางธุรกิจระดับสูงนั้น พื้นที่ทางกายภาพยังคงเป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
แม้ในระดับสากลจะมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ต้องใช้เวลาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่ประเทศไทยกลับสร้างปรากฏการณ์ด้วยการฟื้นตัวสู่ระดับก่อนโควิดได้ภายในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น โดยในปี 2568 ตัวเลขผู้เข้าร่วมงานและรายได้ทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 135% เมื่อเทียบกับปี 2562 นับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมแสดงสินค้าถือเป็นฟันเฟืองหลัก โดยมีส่วนแบ่งถึง 60% ของอุตสาหกรรมไมซ์รวม ในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 23.6 ล้านคน เติบโตขึ้น 5.64% จากปีก่อนหน้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 98,540 ล้านบาท โดยพบว่านักเดินทางกลุ่มไมซ์มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงเฉลี่ยถึง 66,000 บาท ต่อคนต่อทริป
จากการสำรวจโดยสมาคมการแสดงสินค้าโลก (UFI) ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในประเทศที่มีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพแบบองค์รวมสูงที่สุดในโลก และติด 1 ใน 5 ประเทศที่มีแผนยุทธศาสตร์ด้านงานแสดงสินค้าชัดเจนที่สุด ส่งผลให้ไทยถูกหมุดหมายว่าเป็น "High-Value Destination" สำหรับงานแสดงสินค้าในระดับภูมิภาค
ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงเวทีการค้า แต่คือ "Marketing Tool" สำคัญที่ขับเคลื่อน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่:
ในปี 2569 TCEB ตั้งเป้าดึงงานใหม่เข้าไทยอีกอย่างน้อย 15 งาน และมีงานยักษ์ระดับโลก 2 งานที่จะดึงนักเดินทางเพิ่มอีก 70,000 คน สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 6,000 ล้านบาท โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ
ดวงเด็ด กล่าวต่อไปว่า ส่วนใหญ่งานที่จัดในช่วงก่อนโควิดสถิติอยู่ที่ 5 วัน และช่วงหลังโควิดเป็นต้นมาจะเน้นจัดแค่ 4 วัน รวมทั้งช่วงเดือนที่พีคสุดคือ ก.ค. ส.ค. ก.ย. และ ต.ค. ดังนั้นในช่วงโลว์ซีซั่นของการจัดงานจะมีการแก้ปัญหาโดย TCEB จะเดินทางไปทำโรดโชว์ ดูแลการจัดงานต่างๆ และวางแผนงานประชุม
สำหรับไฮไลต์ความสำเร็จ ก็คือ งาน Gastech ซึ่งเป็นงานด้านพลังงาน ประเทศไทยมีการจัดงานด้านพลังงาน 8-9 งานต่อปี และการประชุมนี้จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ราว 4 วัน น่าจะนำผู้คนจาก 150 ประเทศเดินทางเข้าร่วมการประชุมกว่า 50,000 คน นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานกว่า 1,000 คน รวมถึงผู้จัดแสดงนิทรรศการอีกราว 1,000 รายเข้าร่วม โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับรวมผู้ติดตามและครอบครัว สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับโดยตรง คือการที่หน่วยงานด้านพลังงานหลักของประเทศจะใช้เวทีนี้แสดงศักยภาพร่วมกัน
สำหรับในอุตสาหกรรม MICE ประเทศที่เข้ามาไทยเยอะสุด คือ จีน สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร ในฐานะ Exhibitor ส่วนผู้ที่เดินทางเข้ามาชมงานได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น
ทั้งนี้จากการที่ปีหน้า ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสำคัญระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings ในมุมมองของ TCEB งานนี้ถือเป็น 'จุดเปลี่ยน' (Game Changer) และ 'โอกาสทอง' สำหรับอุตสาหกรรม MICE ไทยอย่างไรบ้าง?" ดวงเด็ด มองว่า ความสำคัญและความร่วมมือระดับชาติ งานนี้ถือเป็นการจัดประชุมวิชาชีพ (Convention) ระดับโลกที่กลับมาจัดในประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 20 ปี ความสำเร็จในการดึงงานนี้เข้ามาเกิดจากความร่วมมือที่เข้มแข็ง
โดยนับเป็นจุดเปลี่ยน (Game Changer) และต้นแบบในการดึงงานระดับโลก งานนี้ถือเป็น "Game Changer" หรือโอกาสทองที่สร้างโมเดลความสำเร็จใหม่ โดย สสปน. จะใช้รูปแบบความร่วมมือนี้ (หน่วยงานเจ้าภาพ + สถานที่จัดงาน + สสปน.) เป็นต้นแบบในการดึงงานประชุมและงานแสดงสินค้าระดับโลกอื่นๆ เข้ามาในไทยต่อไปในอนาคต ทั้งในรูปแบบ Meeting, Incentive, และ Exhibition
ขณะที่ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย (SMEs) การจัดงานระดับโลกในไทยช่วยลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบการ SME ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทางไปออกบูธต่างประเทศ แต่สามารถใช้เวทีนี้พบปะและเจรจากับผู้ซื้อหรือนักธุรกิจชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยแทน ถือเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้การประมาณการผลทางเศรษฐกิจ เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 10,000 คน ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินสะพัดจากการใช้จ่ายของนักเดินทางกลุ่มไมซ์ (MICE) โดยเฉลี่ยประมาณ 66,000 บาทต่อคนต่อทริปด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจาก สิงคโปร์ ฮ่องกง และเวียดนาม ที่พยายามทำ "Cloning" หรือดึงงานจากไทยไปจัดในประเทศตนเอง TCEB จึงใช้กลยุทธ์เชิงรุก:
สำหรับ Barrier ที่ต้องเร่งขจัด ดวงคือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวง หากทุกหน่วยงานรัฐมองว่าการดึงงานแสดงสินค้าคือภารกิจระดับชาติ และร่วมมือกับ TCEB ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน และเป็นโอกาสทองของ SMEs ไทย ที่จะได้เข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลกโดยไม่ต้องบินไปต่างประเทศ
ดังนั้นบนเส้นทางแห่งการฟื้นตัวที่รวดเร็วและแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน อุตสาหกรรม MICE ของประเทศไทยได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า ไทยไม่ได้มีดีเพียงแค่สถานที่จัดงานที่ทันสมัยหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน แต่ "หัวใจ" ของความสำเร็จอยู่ที่ยุทธศาสตร์การปรับตัวเชิงรุกที่สามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสทอง
ด้วยการยกระดับจากเพียง "พื้นที่เจรจาธุรกิจ" สู่การเป็น "แพลตฟอร์มขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาค" อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้งานแสดงสินค้าและงานประชุมนานาชาติเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยลดช่องว่างให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดโลกได้โดยง่าย
ในท้ายที่สุด อุตสาหกรรม MICE ของไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขรายได้เกือบแสนล้านบาทหรือจำนวนผู้เข้าร่วมงานหลายสิบล้านคน แต่คือการประกาศศักดาในฐานะ "High-Value Destination" ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาค พร้อมที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต
ติดตามข่าวสารด้าน Executive Interviews กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney