ดวงเด็ด ย้วยความดี TCEB ถอดรหัสปั้นอุตฯ ไมซ์ โต 135% “Gastech-IMF World Bank Meeting” บิ๊กอีเวนต์

Business & Marketing

Executive Interviews

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

Tag

ดวงเด็ด ย้วยความดี TCEB ถอดรหัสปั้นอุตฯ ไมซ์ โต 135% “Gastech-IMF World Bank Meeting” บิ๊กอีเวนต์

Date Time: 1 ม.ค. 2569 09:00 น.

Video

บุกโรงงานญี่ปุ่น ทัวร์ Glico ยักษ์ใหญ่อาหาร 3 แสนล้านเยน | BrandStory EP.27

Summary

ไทยขึ้นแท่นเบอร์ 1 อาเซียนด้านการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมไมซ์ โดยปี 2568 เติบโตทะลุ 135% พร้อมสร้างรายได้เกือบแสนล้านบาทผ่านกลยุทธ์เชิงรุกและ 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ TCEB เผย เดินหน้าสู่ปี 2569 ด้วยงานระดับโลกอย่าง Gastech และ IMF-World Bank เพื่อเป็น "Game Changer" สร้างโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน และเปิดประตูสู่ตลาดโลกให้ SME ไทยอย่างยั่งยืน


Latest


ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคหลัง Pandemic ที่หลายคนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการพบปะกันทางธุรกิจ อุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติของประเทศไทย (MICE) เคยพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในปี 2562 สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติที่วางเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยไว้ที่ 3-5% ต่อปี ทว่าการมาถึงของวิกฤตการณ์โควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนทุกองคาพยพ และก่อให้เกิดคำถามที่ท้าทายว่า “นวัตกรรมดิจิทัลจะสามารถก้าวเข้ามาทดแทนการพบปะเจรจาทางธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้หรือไม่?”

ดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ตอบคำถามนี้พร้อมกับประเมินว่า มนุษย์ยังคงโหยหาปฏิสัมพันธ์แบบต่อหน้า เพราะการสร้างความไว้วางใจและการเจรจาทางธุรกิจระดับสูงนั้น พื้นที่ทางกายภาพยังคงเป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

การฟื้นตัวที่รวดเร็วที่สุดในอาเซียน

แม้ในระดับสากลจะมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ต้องใช้เวลาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่ประเทศไทยกลับสร้างปรากฏการณ์ด้วยการฟื้นตัวสู่ระดับก่อนโควิดได้ภายในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น โดยในปี 2568 ตัวเลขผู้เข้าร่วมงานและรายได้ทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 135% เมื่อเทียบกับปี 2562 นับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมแสดงสินค้าถือเป็นฟันเฟืองหลัก โดยมีส่วนแบ่งถึง 60% ของอุตสาหกรรมไมซ์รวม ในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 23.6 ล้านคน เติบโตขึ้น 5.64% จากปีก่อนหน้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 98,540 ล้านบาท โดยพบว่านักเดินทางกลุ่มไมซ์มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงเฉลี่ยถึง 66,000 บาท ต่อคนต่อทริป

จากการสำรวจโดยสมาคมการแสดงสินค้าโลก (UFI) ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในประเทศที่มีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพแบบองค์รวมสูงที่สุดในโลก และติด 1 ใน 5 ประเทศที่มีแผนยุทธศาสตร์ด้านงานแสดงสินค้าชัดเจนที่สุด ส่งผลให้ไทยถูกหมุดหมายว่าเป็น "High-Value Destination" สำหรับงานแสดงสินค้าในระดับภูมิภาค

โดยมีปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ

  • ความพร้อมเชิงรุก: การเตรียมมาตรการสาธารณสุขล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่กลับมาจัดงานได้ทันทีหลังวิกฤติคลี่คลาย
  • พลังสนับสนุนจากรัฐ: นโยบาย "ฟรีวีซ่า" ครอบคลุมเกือบ 90 ประเทศ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกผ่านช่องทางพิเศษ "MICE Lane" ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง
  • โครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานโลก: ไทยมีศูนย์ประชุมขนาดใหญ่เกิน 50,000 ตร.ม. ถึง 3 แห่ง (BITEC, Impact, QSNCC) พร้อมด้วยระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครบครัน ทั้งโรงแรมระดับ 5 ดาว ร้านอาหารมิชลิน และระบบคมนาคมที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ รวมถึงศูนย์ประชุมกระจายตัวในหัวเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และพัทยา

"5 Star Industries" ขุมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงเวทีการค้า แต่คือ "Marketing Tool" สำคัญที่ขับเคลื่อน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่:

  • อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) — ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนเครื่องจักรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีสัดส่วนที่สำคัญต่อ GDP ของประเทศ ส่งผลให้ปี 2568 การลงทุนของภาครัฐขยายตัวถึง 26.3% ตลอดจนโรงงานและสายการผลิตฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดด ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง สำหรับการจัดงานแสดงสินค้าด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร

  • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) — อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยถือเป็น หนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภคภายในและการส่งออก โดยมีจุดแข็งจากความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบคุณภาพสูงและผลผลิตทางการเกษตรที่มีเสถียรภาพ ทำให้ไทยมีความได้เปรียบในด้านการแปรรูปอาหาร และยังได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในช่วง 2567-2569 คาดว่าจะเติบโต 4–5% ต่อปี รายได้รวมประมาณ 275–300 พันล้านบาท ไทยจึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของงานแสดงสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างยั่งยืน

  • อุตสาหกรรมการแพทย์ (Medical & Comprehensive Healthcare) — ในปี 2566-2568 ตลาดเครื่องมือแพทย์ของไทยเติบโต อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยสามารถผลิตวัตถุดิบหลัก อย่างยางพาราและพลาสติก ในการผลิตวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์และครุภัณฑ์ได้เอง อีกทั้งมูลค่าการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในประเทศยังเติบโตเฉลี่ย 5.5-7.0% ต่อปี ขณะที่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.5-7.5% ต่อปี ควบคู่ไปกับนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) และฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ในอาเซียน ด้วยศักยภาพด้านการผลิต การเติบโตของตลาด และการสนับสนุนจากภาครัฐ ไทยจึงโดดเด่นในระดับภูมิภาค และกลายเป็น เวทีนำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรม และโซลูชันทางการแพทย์

  • อุตสาหกรรมพลังงานและความยั่งยืน (Energy & Sustainability) — เพื่อบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero ประเทศไทยเดินหน้าตามยุทธศาสตร์พลังงานชาติ โดยลงทุนในพลังงานหมุนเวียน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับประสิทธิภาพ และการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์และอุปทานภายในประเทศ จากการกำหนดมาตรการขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้ไทยมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 4-5 แสนคันต่อปี คาดว่าจะส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าเฉลี่ย 1 แสนคันต่อปี ความก้าวหน้าทางพลังงานและ EV ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเวทีที่น่าจับตามองสำหรับงานจัดแสดงสินค้าด้านพลังงานและความยั่งยืน

  • อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation & Robotics) — ความต้องการการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมปี 2568 ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด และลดต้นทุน ทั้งนี้ รัฐบาลและภาคเอกชนยังลงทุนกับระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และโซลูชันดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย พร้อมทั้งพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับกับเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งด้านหุ่นยนต์ วิศวกรรมระบบอัตโนมัติ และข้อมูลดิจิทัล ส่งผลให้ตลาดหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในไทยจึงมีศักยภาพรองรับการเติบโตอย่างมั่นคง

ทิศทางในอนาคต ปี 2569 และงานระดับ Game Changer

ในปี 2569 TCEB ตั้งเป้าดึงงานใหม่เข้าไทยอีกอย่างน้อย 15 งาน และมีงานยักษ์ระดับโลก 2 งานที่จะดึงนักเดินทางเพิ่มอีก 70,000 คน สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 6,000 ล้านบาท โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ

  • Gastech 2026 In Bangkok งานด้านพลังงานระดับโลกที่จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 50,000 คนจาก 150 ประเทศ กำหนดจัดขึ้นในวันที่  14-17 กันยายน 2026

  • IMF-World Bank Group Annual Meetings: การจัดประชุมวิชาชีพระดับโลกในรอบ 20 ปี ซึ่งถูกยกให้เป็น "Game Changer" ที่จะสร้างโมเดลความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและสถานที่จัดงาน เพื่อเป็นต้นแบบในการดึงงานระดับโลกอื่นๆ ต่อไป

ดวงเด็ด กล่าวต่อไปว่า ส่วนใหญ่งานที่จัดในช่วงก่อนโควิดสถิติอยู่ที่ 5 วัน และช่วงหลังโควิดเป็นต้นมาจะเน้นจัดแค่ 4 วัน รวมทั้งช่วงเดือนที่พีคสุดคือ ก.ค. ส.ค. ก.ย. และ ต.ค. ดังนั้นในช่วงโลว์ซีซั่นของการจัดงานจะมีการแก้ปัญหาโดย TCEB จะเดินทางไปทำโรดโชว์ ดูแลการจัดงานต่างๆ และวางแผนงานประชุม 

สำหรับไฮไลต์ความสำเร็จ ก็คือ งาน Gastech ซึ่งเป็นงานด้านพลังงาน ประเทศไทยมีการจัดงานด้านพลังงาน 8-9 งานต่อปี และการประชุมนี้จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ราว 4 วัน น่าจะนำผู้คนจาก 150 ประเทศเดินทางเข้าร่วมการประชุมกว่า 50,000 คน นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานกว่า 1,000 คน รวมถึงผู้จัดแสดงนิทรรศการอีกราว 1,000 รายเข้าร่วม โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับรวมผู้ติดตามและครอบครัว สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับโดยตรง คือการที่หน่วยงานด้านพลังงานหลักของประเทศจะใช้เวทีนี้แสดงศักยภาพร่วมกัน

สำหรับในอุตสาหกรรม MICE ประเทศที่เข้ามาไทยเยอะสุด คือ จีน สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร ในฐานะ Exhibitor ส่วนผู้ที่เดินทางเข้ามาชมงานได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น 

ทั้งนี้จากการที่ปีหน้า ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสำคัญระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings ในมุมมองของ TCEB งานนี้ถือเป็น 'จุดเปลี่ยน' (Game Changer) และ 'โอกาสทอง' สำหรับอุตสาหกรรม MICE ไทยอย่างไรบ้าง?" ดวงเด็ด มองว่า ความสำคัญและความร่วมมือระดับชาติ งานนี้ถือเป็นการจัดประชุมวิชาชีพ (Convention) ระดับโลกที่กลับมาจัดในประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 20 ปี ความสำเร็จในการดึงงานนี้เข้ามาเกิดจากความร่วมมือที่เข้มแข็ง

โดยนับเป็นจุดเปลี่ยน (Game Changer) และต้นแบบในการดึงงานระดับโลก งานนี้ถือเป็น "Game Changer" หรือโอกาสทองที่สร้างโมเดลความสำเร็จใหม่ โดย สสปน. จะใช้รูปแบบความร่วมมือนี้ (หน่วยงานเจ้าภาพ + สถานที่จัดงาน + สสปน.) เป็นต้นแบบในการดึงงานประชุมและงานแสดงสินค้าระดับโลกอื่นๆ เข้ามาในไทยต่อไปในอนาคต ทั้งในรูปแบบ Meeting, Incentive, และ Exhibition

ขณะที่ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย (SMEs) การจัดงานระดับโลกในไทยช่วยลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบการ SME ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทางไปออกบูธต่างประเทศ แต่สามารถใช้เวทีนี้พบปะและเจรจากับผู้ซื้อหรือนักธุรกิจชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยแทน ถือเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้การประมาณการผลทางเศรษฐกิจ เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 10,000 คน ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินสะพัดจากการใช้จ่ายของนักเดินทางกลุ่มไมซ์ (MICE) โดยเฉลี่ยประมาณ 66,000 บาทต่อคนต่อทริปด้วยเช่นกัน

กลยุทธ์ "การช่วงชิง" (Snatching) และความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจาก สิงคโปร์ ฮ่องกง และเวียดนาม ที่พยายามทำ "Cloning" หรือดึงงานจากไทยไปจัดในประเทศตนเอง TCEB จึงใช้กลยุทธ์เชิงรุก:

  • การช่วงชิงกลับ (Snatching): ร่วมมือกับ BOI ดึงอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานการผลิต (เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจีน/ไต้หวัน) ให้มาจัดงานในไทย
  • New Experience: เข้าหาผู้จัดงานในฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ที่เหนือกว่า
  • Hard & Soft Capability: ผสมผสานความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Hard) เข้ากับเสน่ห์แห่งการบริการ การสนับสนุนแบบ One-stop Service และทักษะบุคลากร (Soft) ซึ่งเป็นจุดเด่นที่คู่แข่งยากจะลอกเลียนแบบ

สำหรับ Barrier ที่ต้องเร่งขจัด ดวงคือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวง หากทุกหน่วยงานรัฐมองว่าการดึงงานแสดงสินค้าคือภารกิจระดับชาติ และร่วมมือกับ TCEB ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน และเป็นโอกาสทองของ SMEs ไทย ที่จะได้เข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลกโดยไม่ต้องบินไปต่างประเทศ

ดังนั้นบนเส้นทางแห่งการฟื้นตัวที่รวดเร็วและแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน อุตสาหกรรม MICE ของประเทศไทยได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า ไทยไม่ได้มีดีเพียงแค่สถานที่จัดงานที่ทันสมัยหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน แต่ "หัวใจ" ของความสำเร็จอยู่ที่ยุทธศาสตร์การปรับตัวเชิงรุกที่สามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสทอง 

ด้วยการยกระดับจากเพียง "พื้นที่เจรจาธุรกิจ" สู่การเป็น "แพลตฟอร์มขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาค" อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้งานแสดงสินค้าและงานประชุมนานาชาติเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยลดช่องว่างให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดโลกได้โดยง่าย

ในท้ายที่สุด อุตสาหกรรม MICE ของไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขรายได้เกือบแสนล้านบาทหรือจำนวนผู้เข้าร่วมงานหลายสิบล้านคน แต่คือการประกาศศักดาในฐานะ "High-Value Destination" ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาค พร้อมที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

ติดตามข่าวสารด้าน Executive Interviews กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney