เปิดอนาคต เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล ในมือ “ระเฑียร ศรีมงคล” โลกเปลี่ยนเยอะ แต่มนุษย์ไม่เปลี่ยน

Business & Marketing

Executive Interviews

ไชยรัตน์  ศรีสุข (อาร์ม)

ไชยรัตน์ ศรีสุข (อาร์ม)

Tag

    เปิดอนาคต เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล ในมือ “ระเฑียร ศรีมงคล” โลกเปลี่ยนเยอะ แต่มนุษย์ไม่เปลี่ยน

    Date Time: 20 ก.ค. 2567 06:04 น.

    Video

    สวยอย่างเดียวไม่พอ เพราะ "เสน่ห์ที่แพงที่สุด" คือการมีเงินของตัวเอง l Money Secret EP.19

    Summary

    การเดินทางครั้งใหม่ของ “ระเฑียร ศรีมงคล” อดีตแม่ทัพของ KTC ที่สร้างการเติบโตจาก 100 ล้านเป็น 7,000 ล้านใน 12 ปี สู่การปั้นอาณาจักร เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล

    Latest


    สปอตไลต์ถูกส่องมาที่ เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล ในทันทีที่คุณหมอระเฑียร ศรีมงคล ประกาศจะดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ XPG เพราะด้วยความสำเร็จ ของ KTC ที่เคยฝากผลงานไว้จากกำไรหลักร้อยล้าน มาปีล่าสุดที่ 7 พันล้านบาท ทำให้หลายคนต่างคาดหวังว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ XPG 

    แต่สิ่งที่หมอระเฑียรเน้นย้ำว่า คุณกำลังมองความสำเร็จของ KTC ในปีที่ 12 แต่นี่ XPG ยังเป็นปีแรกที่เริ่มเข้ามาขับเคลื่อน ดังนั้น “อย่าคาดหวังกับผม” ที่ให้การเติบโตในระยะเวลาอันใกล้ และยังต้องใช้เวลา ซึ่งเวลานี้จะไม่เร็วมากและจะไม่นานเกินไป ด้วยมุมมองของผู้เล่นรายใหม่ที่เก๋าด้วยประสบการณ์ พร้อมกับปูรากฐานการเติบโตให้กับ เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล ผ่าน “คน” ที่การฝัง DNA ที่จะสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยคนที่ต้องการนั้นเมื่อบอกให้เขากระโดด “อย่าถามว่าทำไมถึงกระโดด” แต่ควรจะถามว่ากระโดดสูงเท่าไร 


    ไม่บ่อยครั้งหนักที่ หมอระเฑียร หรือ ระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) จะให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเปิดใจ ภายใต้สำนักงานของ เอ็กซ์สปริง ที่ สิริแคมปัส  

    โดยคุณหมอระเฑียร บอกว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ตนเป็นหน้าใหม่ ที่เข้ามาในธุรกิจนี้ แถมเป็นคนแก่ที่เดินเข้ามาด้วยมุมมองที่แตกต่าง ดังนั้นในจุดตั้งต้นธุรกิจของ XPG นั้นเราต้องเรียนรู้และต้องใช้เวลา ปรับจูนให้ทุกอย่างเข้าที่เพื่อสร้างการบริการลูกค้าที่แตกต่าง ภายใต้มุมมองผู้ที่เคยเฝ้ามองจากภายนอก  

    “ผมมีข้อได้เปรียบที่เราเห็นโลกมาเยอะ ผมเคยทำธุรกิจหลักทรัพย์เมื่อ 20 ปีก่อน สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น โลกเปลี่ยนเยอะ แต่พฤติกรรมมนุษย์ไม่เปลี่ยน เราต้องเชื่อม 2 สิ่งเข้าด้วยกัน และทำให้องค์กรเราแตกต่างจากองค์กรอื่น”


    ที่ผ่านมาผู้คนต่างคาดหวังให้การเติบโตของ เอ็กซ์สปริง เหมือนกับ KTC แต่ผมต้องบอกว่า KTC มันจบแล้ว ความสำเร็จมันจบแล้ว คุณกำลังมองความสำเร็จของผมเมื่อ 17 ปีก่อน แต่ภายใต้สถานการณ์ ที่ เอ็กซ์สปริง เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ เราเป็นน้องใหม่ที่เข้ามา เป็นคนแก่ๆ ด้วยที่เข้ามา เมื่อเราเป็นคนใหม่ โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้คนมาใช้เรา หรือทำอย่างไรให้ลูกค้ามาหาเรา 

    เอ็กซ์สปริง เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องการเงิน เราจะโฟกัสธุรกิจ 2 ส่วน คือ  1.กลุ่มผู้ที่ต้องการเงินทุน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาคธุรกิจ และ 2.ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งเรามีจุดได้เปรียบคือ ใบอนุญาตที่มีอยู่จำนวนมากที่พร้อมจะให้บริการกับลูกค้า 


    โดยในกลุ่มแรก ธุรกิจด้านการหาเงินทุน ช่วงเวลานี้เป็นภาวะเหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้น หลายธุรกิจประสบปัญหา ผู้คนต้องการเงินทุน เรามีประสบการณ์ด้านธุรกิจในกลุ่มค่อนข้างเยอะ เรารู้ปัญหาจะแก้ไขอย่างไร และทำได้อย่างไร 

    สิ่งที่เราทำ คือ เราจะนำปัญหาของลูกค้ามาวิเคราะห์และหาแนวแก้ไข พร้อมนำเสนอลูกค้าด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ เช่น การออกตราสารประเภทต่างๆ การระดมทุนในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการออกดิจิทัลแอสเซทที่เราถนัด 

    “การให้บริการของเราจะไม่ใช่แค่การปล่อยกู้ เราต้องช่วยเขาในการแก้ปัญหา บางครั้งปัญหาของเขาอาจไม่ใช่เงิน อาจจะเป็นเรื่องติดขัดในธุรกิจ เช่น บางบริษัทพื้นฐานของธุรกิจนั้นดี แต่แบกทรัพย์สินมากเกินไป เราจะเสนอวิธีการที่ทำให้สถานการณ์ที่หนักนั้นเบาลง” 

    ส่วนธุรกิจที่ 2 นั้นคือ ธุรกิจบริหารจัดการเงินลงทุนและความมั่งคั่ง  หรือ wealth management ทั้งในด้านกองทุนรวม หรือกองทุนส่วนนบุคคล ที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาของอุตสาหกรรมนี้ ผู้ลงทุนจะมักจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมเพื่อต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก ส่วนการลงทุนนั้นมักจะเทรดเองมากกว่า ซึ่งเรามองว่าผู้ลงทุนในเวลานี้ไม่เชื่อใจผู้จัดการกองทุน 

    เอ็กซ์สปริง มองว่า ถ้าเราสามารถสร้างความเชื่อใจผู้ลงทุน เช่น เราบอกได้ว่า ผลตอบแทนของกองทุนที่คุณซื้อ ปีหน้าอาจได้ 5% ปีต่อไป 7% หรือ 10% อาจเปลี่ยนใจคนได้ให้มีลงทุนกับกองทุนรวมอีกครั้ง 

    สิ่งสำคัญคือ เราต้องสร้างโครงสร้าง หรือทำให้แตกต่างจากผู้เล่นเวลานี้ และต้องดีกว่า ทั้งเราต้องหาคนที่ทำสินค้าตัวนี้ออกมาให้ได้  รวมถึงการหาทีมขายกองทุนรวม ที่ไม่ใช่ว่าจะอยากได้แค่ค่าคอมมิชชั่น แต่หวังดีกับนักลงทุนจริงๆ ในการช่วยแนะนำการลงทุน มองผลประโยชน์ลูกค้ามากกว่าประโยชน์ที่เขาจะได้ 

    ถ้าเราทำแบบนี้ได้ เราจะสร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าให้พอร์ตเติบโต เพราะธุรกิจของเราจะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น ถ้าพอร์ตลูกค้าเติบโต ดังนั้นเราต้องโฟกัสในระยะยาว 

    จุดเริ่มต้นคือ คน 

    ในมุมมองของ คุณหมอระเฑียร มองว่า การสร้างองค์การให้เติบโตในระยะยาวคือ การให้ความสำคัญกับพนักงาน หรือคนในองค์กรที่จะต้องเห็นภาพเดียวกับ ซึ่ง เอ็กซ์สปริง เป็นองค์กรที่ถูกก่อตั้งมายาวนาน ดังนั้นต้องใช้เวลาที่จะต้องปรับตัว 

    คน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมาก เมื่อมีเรื่องคนเข้ามา ทำให้เวลาแผนงานต่างๆ ต้องถูกดึงออกไป เพราะอย่างน้อยเราควรจะให้โอกาสคนที่อยู่กับบริษัทมาก่อน และพยายามช่วยเขาในการปรับตัว ก่อนที่จะเสริมคนเข้ามาเพิ่มเติมเต็มในส่วนที่ขาด 

    คนที่ต้องการ “อย่าถามว่าทำไมถึงกระโดด” 


    สิ่งสำคัญคือ คนของเราเห็นภาพเดียวกันไหม และมีจำนวนมากพอหรือเปล่า เช่น เราองค์กรเรามีเกือบ 200 คน มีคนแบบที่เราต้องการ 10 คน อาจจะไม่พอ 20 คนพอไหม หรือต้อง 50 คนถึงจะพอ ถ้าเรามีคนแบบเดียวกันเยอะๆ เราจะสามารถผลักดันแผนที่วางไว้ได้ 

    “ผมต้องการคนสั่งว่าให้กระโดด ไม่มาถามว่าทำไมถึงกระโดด แต่ต้องถามว่ากระโดดสูงแค่ไหน เท่าไรถึงพอดี ถ้าเรามีคนแบบนี้มากๆ องค์กรจะเติบโตได้เร็ว”

    การเปลี่ยนทัศนคติแนวคิดการทำงานเป็นเรื่องใหญ่ ผมไม่คิดว่าจะทำได้ใน 3-6 เดือน ต้องค่อยๆ ทำไปเรื่อย โดย DNA ที่เราอยากปลูกฝังให้กับเอ็กซ์สปริง คือ ผมมีแนวคิดว่าคนที่ควรจะได้มาตรฐานของเรา ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 

     

    1. proactive มองสถานการณ์ได้ว่ากำลังจะเกิดอะไร และทำซะก่อนที่สถานการณ์จะเกิดขึ้น ทำก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อะไร


    2. sense of owner  ไม่ใช่แค่ทำงานแล้วรับเงินเดือน แต่ควรจะมองว่าทำอย่างไรให้บริษีทนั้นดีขึ้น เดือดร้อนถ้าบริษัทแย่ลง และกล้าถามว่า ทำแบบนี้บริษัทดีขึ้นจริงหรือเปล่า 


    3. customer centric ธุรกิจบริการ หัวใจที่ทำให้ดีหรือไม่ดีในอนาคต หรือลูกค้า เป็นเรื่งอสำคัญ เข้าใจลูกค้า ไม่ใช่ว่าคุณต้องตามใจลูกค้า แต่คุณรู้และเข้าใจเขา ส่วนการทำให้ หรือไม่ทำให้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

    อย่างไรก็ตามภายใต้การดูแลของ หมอระเฑียร เอ็กซ์สปริง ยังอยู่ในจังหวะ “กำลังสร้าง” โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมา เอ็กซ์สปริง เราทำไปได้พอสมควร เวลานี้กิจกรรมหลายส่วนในบางส่วนงานเริ่มเข้าที่เข้าทาง ได้มาตรฐานที่ผมต้องการ แม้ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าที่ แต่จะค่อยๆ ดีขึ้น  บริษัทต้องใช้เวลาสร้าง ใช้เวลาลองผิดลองถูก 


    เราเป็นต้นไม้ที่เพิ่งออกมาจากเมล็ดไม่นาน เรายังอ่อนแอ เรามีวาณิชธนกิจที่พอใช้ได้ เรารับงานในระดับที่บริษัทใหญ่รับได้ แต่เรามีจุดอ่อน ที่เราต้องแก้ แต่ในเรื่องของ บลจ. หรือการลงทุน มันไม่สามารถสร้างได้ในช่วงข้ามคืน โดยหากเปรียบเทียบการเติบโตของ เอ็กซ์สปริง กับการเดินทาง คุณหมอมองว่า มันไม่ได้ใกล้เท่าไร แต่มันก็ไม่ได้ไกลมาก ด้วยอายุผมเท่านี้ ผมพยายามทำทุกอย่างให้ดีขึ้นทุกวัน ถ้าผมเป็นเครื่องจักรคงบอกเวลาได้ แต่เราเป็นมนุษย์ที่ต้องใช้เวลา

    “และถ้าคุณมองว่าผมประสบความสำเร็จใน KTC คือการมองย้อนหลัง คุณมองผมในปีที่ 12 แต่คุณอาจจะลืมไปว่า 3 ปีแรกรากเลือด ปีที่ 5 ชีวิตดีขึ้น ปีที่ 8 ถึงเริ่มบิน ชีวิตสบาย แต่นี่เราอยู่ที่ปีที่ 1 ชีวิตไม่สบายหรอกครับ มันยังไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แต่ชีวิตมันเริ่มดีขึ้น”. 

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่