Leopold Aschenbrenner เปลี่ยน 200 ล้าน เป็น 5,000 ล้านใน 1 ปี เจ้าของ Hedge Fund ที่เดิมพันกับ AGI

Business & Marketing

Corporates & Leadership

Tag

Leopold Aschenbrenner เปลี่ยน 200 ล้าน เป็น 5,000 ล้านใน 1 ปี เจ้าของ Hedge Fund ที่เดิมพันกับ AGI

Date Time: 18 พ.ค. 2569 17:31 น.

Video

Claude AI ปลอดภัยสุดในโลก ? อ่านเกม Anthropic จริยธรรม หรือกลยุทธ์ธุรกิจ | Digital Frontiers EP.60

Summary

  • รู้จัก Leopold Aschenbrenner เด็กอัจฉริยะและนักลงทุนเจ้าของเฮดจ์ฟันด์ Situational Awareness LP ที่ในระยะเวลาแค่ 1 ปีกองทุนนี้สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าดัชนี S&P 500 และ Bloomberg
  • จุดเริ่มต้นของกองทุนนี้ มาจากการถูกไล่ออกจากทีมวิจัยของ OpenAI และหลังจากออกบทความในชื่อเดียวกันกับกองทุน เพื่อนำเสนอแนวคิดว่า AGI จะมาเร็วกว่าที่คิด และสิ่งที่โลกต้องการหลังจากนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและพลังประมวลผล
  • Leopold Aschenbrenner ยังถูกเรียกด้วยว่าเป็น "ศาสดาพยากรณ์แห่งโลก AI" ที่นำการวิเคราะห์ของเขาเองมาปั้นพอร์ตของกองทุนจากเงินตั้งต้นราว 200 ล้าน ไปเป็น 5 พันล้านได้ในระยะเวลาไม่นาน


“Leopold Aschenbrenner” นักลงทุนและผู้ก่อตั้ง Hedge Fund อายุเพียง 23 ปี กลายเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในโลก AI ช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่กองทุน “Situational Awareness LP” ที่เขาก่อตั้งขึ้นโดยเน้นการลงทุนเดิมพันไปที่ AGI หรือ Artificial General Intelligence โดยเฉพาะนั้น สามารถเปลี่ยนเงินตั้งต้นราว 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กลายเป็นพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ภายในเวลาแค่ 1 ปี

จากเด็กหนุ่มธรรมดาที่เอาความอัจฉริยะของตัวเองมาสร้างชื่อจนถูกเรียกว่าเป็น “ศาสดาพยากรณ์แห่งยุค AI” กลายเป็นคนดังในวงการการลงทุน AI โดยก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานเป็นนักวิจัยของทีม Superalignment ให้กับ OpenAI ซึ่งหน่วยนี้มีหน้าที่สำคัญคือ เพื่อวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้ AI ระดับเหนือมนุษย์ยังคงปลอดภัย

แต่แล้วเขาก็ถูกไล่ออก และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น ให้ต่อมา Leopold Aschenbrenner ออกบทความในชื่อ Situational Awareness: The Decade Ahead เสนอแนวคิดว่าเส้นทางที่โลกจะมี AGI นั้นเร็วกว่าที่คิด และข้อจำกัดที่แท้จริงไม่ใช่อัลกอริทึม แต่คือพลังงานและพลังประมวลผล หรือ Compute

แถลงการณ์นั้นทำให้แสงไฟทั่วทั้งซิลิคอนวัลเลย์ส่องมาที่เขา ผู้บริหารและนักลงทุนมากมายพากันชื่นชม จนบทความที่ยาวกว่า 165 หน้านี้กลายเป็นคู่มือการลงทุนของใครหลายคน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งกองทุนระดับพันล้านขึ้นมาจนเป็นไวรัลในวันนี้นั่นเอง

บทความนี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money จะพาไปทำความรู้จักกับ Leopold Aschenbrenner อัจฉริยะคนดังแห่งซานฟรานซิสโก ที่ใครหลายคนเรียกว่าเป็นศาสดาอายุน้อยแห่งยุค AI คนที่ปั้นพอร์ตกองทุนจากหลักร้อยล้านไปเป็นพันล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลาไม่นาน เขาทำทั้งหมดนี้ยังไง กองทุนของเขาทำงานยังไง พอร์ตลงทุนถืออะไรอยู่บ้าง และทำไมนักลงทุนถึงต้องจับตาเขา?


เด็กอัจฉริยะที่กลายเป็นหน้าตาของวงการ AI

Leopold Aschenbrenner เด็กหนุ่มชาวเยอรมัน เกิดเมื่อปี 2002 ก่อนที่จะย้ายไปสหรัฐอเมริกาในช่วงวัยรุ่น และเข้าศึกษาต่อใน Columbia University หนึ่งในสถาบัน Ivy League และเรียนจบอย่างรวดเร็วในวัยเพียง 19 ปี ในสาขาคณิตศาสตร์-สถิติ และเศรษฐศาสตร์

ช่วงวัยเรียนนี้ เขานับว่าเป็นเด็กอัจฉริยะคนหนึ่งที่ได้รับรางวัลมากมายจากผลการเรียนที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น รางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม เป็นนักศึกษาที่มีผลการเรียนโดดเด่นสูงสุด ได้รับเกียรตินิยมสูงสุดด้วย GPA 4.18/4.33 และยังได้เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษาอีกด้วย

ความเก่งในด้านวิชาการนี้ ทำให้เขาได้เข้าร่วมเป็นผู้ช่วยในงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ทั้ง Robert Y. Shapiro ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ และ Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ซึ่งก่อนหน้านั้นในช่วงปี 2019 ตามข้อมูลบน LinkedIn เขาเคยเข้าร่วมโครงการ Emergent Ventures ของ Mercatus Center สถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะที่จะคัดเฉพาะเด็กอัจฉริยะในแวดวงเทคและเศรษฐศาสตร์เท่านั้น

นอกจากนี้ วิทยานิพนธ์ของเขาหลายฉบับที่ไปเตะตาซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่ง Leopold Aschenbrenner คือหนึ่งในบุคคลที่วงการ AI รู้จักจากบทความเกี่ยวกับ AI Safety ก่อนที่เขาจะเข้าร่วมงานกับ OpenAI ในฝั่ง Superalignment ทีมวิจัยที่ตั้งขึ้นมาควบคุมและตรวจสอบระบบ AI เพื่อให้มั่นใจว่า AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ในอนาคตนั้นจะยังคงปลอดภัยและทำตามคำสั่งของมนุษย์ โดยไม่สร้างภัยคุกคามมนุษยชาตินั่นเอง

แต่แล้วในปี 2024 เพียงหนึ่งปีที่ทำงานกับ OpenAI เขากลับถูกไล่ออก โดยบริษัทให้เหตุผลว่า “เขาทำข้อมูลลับรั่วไหล และไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเพียงพอในการสอบสวนภายใน” ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีการพูดถึงระบบความปลอดภัยของ OpenAI ที่เขามองว่าอ่อนแอ ซึ่งระบบนี้สำคัญอย่างมากหากจะพัฒนา AGI

หลังจากนั้นชื่อของเขาก็กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และความไม่ลงรอยกับองค์กรด้าน AI นั้นนำไปสู่การเผยแพร่บทความที่ชื่อว่า “Situational Awareness: The Decade Ahead” จนสร้างความฮือฮาในตลาดและก็ได้กลายเป็นบุคคลที่ตลาด AI จับตาตลอดมา


Situational Awareness: The Decade Ahead

บทความนี้มีความยาว 165 หน้า นำเสนอแนวคิดว่า เส้นทางจาก GPT ในปัจจุบันที่จะเดินไปสู่ AGI นั้น สั้นกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด และข้อจำกัดที่แท้จริงไม่ใช่อัลกอริทึม แต่คือ พลังงานและพลังประมวลผล บทความนี้ถูกเผยแพร่ในปี 2024 (ปีเดียวกันกับที่เขาถูกไล่ออก) โดยมีสาระหลัก ๆ ดังนี้

  • AGI อาจเกิดขึ้นภายในปี 2027 โดย Leopold เชื่อว่าโมเดล AI ชั้นนำกำลังอยู่บนเส้นทาง Scaling หรือขยายตัวอย่างรวดเร็วและชัดเจนมาก และหากปริมาณของ Compute เพิ่มขึ้นอีกเพียง 1-2 ระดับ ระบบ AI จะเริ่มทำงานทางปัญญาแทบทุกประเภทได้
  • Superintelligence อาจเกิดภายในปี 2030 เมื่อความสามารถของ AI ไปถึงระดับนักวิจัย AI ได้สำเร็จ วงจร Recursive Self-Improvement จะเริ่มขึ้นทันที หรือพูดง่าย ๆ คือ AI จะช่วยพัฒนา AI ด้วยกันเอง ทำให้ความก้าวหน้าพุ่งแบบทวีคูณ
  • คอขวดสำคัญไม่ใช่อัลกอริทึม แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” เขามองว่าในอนาคต พลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปขั้นสูง และระบบจัดเก็บข้อมูล จะกลายเป็นทรัพยากรระดับความมั่นคงแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังมีตัวเลข 2 ชุดจากบทความนี้ ที่ถูกหยิบไปอ้างอิงกันอย่างกว้างขวางในวงการลงทุน AI ประกอบไปด้วย Compute หรือพลังประมวลผลสำหรับการเทรน AI ที่อาจเติบโตเฉลี่ย 10 เท่าต่อปี และความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายในปี 2030 

และหากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง แม้เพียงครึ่งเดียว ปัญหาหลักของ AI จะไม่ใช่เรื่องโมเดลอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเรื่อง พลังงานไฟฟ้าทันที ซึ่งหนึ่งในประโยคที่ถูกพูดถึงมากที่สุดจากบทความคือ “The trillion-dollar cluster is coming” หรือพูดง่าย ๆ คือ คลัสเตอร์ AI ระดับมูลค่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐกำลังจะเกิดขึ้นจริง และภายในระยะเวลาเพียง 12 เดือนหลังบทความเผยแพร่ออกมา แนวคิดนี้เริ่มกลายเป็นเรื่องที่วงการ AI จับตาไปแล้ว


รู้จักกองทุน Situational Awareness LP

หลังจากเผยแพร่บทความออกไป Leopold Aschenbrenner ก็ได้ใช้บทวิเคราะห์ของตัวเองเป็นฐานในการลงทุน และมาตั้งกองทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในเวลาไม่กี่เดือน โดยใช้ชื่อเดียวกันกับบทความ คือ “Situational Awareness LP”

คำว่า Situational Awareness นั้น หากพูดถึง AI แล้วจะหมายถึง ความสามารถของ AI ในการรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัว เข้าใจความหมาย และสามารถคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงหาก AI ทำความเข้าใจถึงขั้นนั้นได้

แต่สำหรับบทความของ Leopold แล้ว ชื่อนี้ต้องการจะสื่อถึง การที่ AGI จะมาถึงเร็วกว่าที่คิด และหากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ไม่ตระหนักเรื่องนี้ ก็อาจจะต้องตามหลังจีนและจะเสียเปรียบมหาศาลในที่สุด นอกจากนี้ การที่ AGI จะไปถึงจุดที่เป็นจริงได้นั้น จะต้องใช้พลังงานอีกมหาศาลด้วย

ทั้งหมดนี้เลยกลายเป็นพื้นฐานที่เขานำมาเสนอกับนักลงทุนในซิลิคอนวัลเลย์ เขาตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขึ้นทันทีในวัยเพียง 22 ปี โดยเขาสามารถระดมทุนจากนักลงทุนระดับท็อปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Nat Friedman อดีต CEO ของ GitHub, Daniel Gross นักลงทุนสาย AI, Patrick Collison และ John Collison ผู้ร่วมก่อตั้ง Stripe ตลอดจน Graham Duncan จาก East Rock Capital

กองทุนนี้เริ่มต้นด้วยเงินทุนราว 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นถือหุ้นบริษัทที่เป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Short บริษัทที่จะถูก AI Disrupt แต่ที่น่าสนใจคือ Leopold Aschenbrenner ในฐานะ CIO กำหนดกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดของกองทุนนั้น เขาไม่เลือกลงทุนในกลุ่มบริษัทใหญ่ของโลกอย่าง Magnificent Seven เลย

ในพอร์ตของ Situational Awareness LP จะประกอบไปด้วย

  • กลุ่มพลังงาน ที่จะได้ประโยชน์จากความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะเพิ่มขึ้นมหาศาล อย่างเช่น BE (Bloom Energy), EQT (EQT Corporation) และ SEI (Solaris Energy Infrastructure)
  • กลุ่ม Semiconductor / Optical / Storage โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังระบบ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างเช่น INTC (Intel), LITE (Lumentum Holdings), COHR (Coherent) และ SNDK (Sandisk) เป็นต้น
  • กลุ่ม GPU Cloud / AI Data Center บริษัทที่ให้บริการ Compute Infrastructure สำหรับ AI เช่น CRWV (CoreWeave), APLD (Applied Digital) และ IREN (IREN) เป็นต้น
  • กลุ่ม Bitcoin Miner บริษัทเหมือง Bitcoin ที่กำลังเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่ธุรกิจ AI Infrastructure เช่น RIOT (Riot Platforms), HUT (Hut 8), CIFR (Cipher Mining) และ IREN (IREN) เป็นต้น

และเพียงหนึ่งปีต่อมา จากเอกสาร 13F ที่ยื่นต่อ SEC สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Situational Awareness LP เปิดเผยว่า กองทุนมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มหุ้นสหรัฐฯ สูงถึง 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการเติบโตนี้มาจากทั้งผลตอบแทนของหุ้นหลายตัวที่พุ่งขึ้นตั้งแต่ 100%-800% และเงินลงทุนรอบใหม่จากพาร์ทเนอร์ที่ต้องการเข้าร่วมธีมลงทุนด้าน AGI


อย่างไรก็ตาม กองทุนนี้ถือหุ้นเพียงประมาณ 24-30 ตัว จนพอร์ตการลงทุนนี้ถูกมองว่า กระจุกตัวอย่างมากหากเปรียบเทียบกับเฮดจ์ฟันด์อื่น

ปัจจุบัน ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขความมั่งคั่งสุทธิของ Leopold Aschenbrenner อย่างเป็นทางการ แต่หากเขาถือโครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบเฮดจ์ฟันด์ทั่วไป เช่น 2-and-20 รายได้จาก Management Company บน AUM ระดับ 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นจะถือว่ามหาศาลมาก 

อดีตเพื่อนร่วมงานหลายคน ตลอดจนนักลงทุนในซิลิคอนวัลเลย์ ยังมีมุมมองออกมาอีกด้วยว่า “ทุกอย่างเกิดขึ้นถูกที่และถูกเวลาอย่างมาก” ในช่วงไฮป์ของยุค AI การนำเสนอแนวคิดเรื่องความปลอดภัยและอนาคต AGI ของ Leopold นั้นสร้างการรับรู้ในวงกว้างกับกลุ่มนักลงทุน และผลตอบแทนที่เผยออกมายิ่งสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลในตลาด

การเปลี่ยนเงินตั้งต้น 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเงินไหลเข้าเพิ่มเติม ให้กลายเป็นพอร์ตมูลค่า 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาแค่ราว 12 เดือนนั้น ถือเป็นหนึ่งในผลงานเปิดตัวกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่โดดเด่นที่สุดของทศวรรษนี้


ที่มา: Situational Awareness [1][2], For Our Posterity, Fortune, Yahoo! Finance [1][2], Phemex, Business Insider


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

Thanthida Thongphet

Thanthida Thongphet
Digital Economy & Future of Finance