
ยุค AI เศรษฐีเกิดใหม่อายุเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ ธุรกิจ AI ก็โผล่ขึ้นมาเป็นดอกเห็ด บ้างล้มเหลว แต่ก็มีมากมายที่ประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ “Mercor” สตาร์ทอัพ AI Recruit หรือเครื่องมือ AI สำหรับจัดหาบุคลากร ทำหน้าที่แบบเดียวกับ HR ที่บิ๊กเทคในซิลิคอนวัลเลย์หลายรายเลือกใช้งาน
สตาร์ทอัพ Mercor นอกจากจะถูกจับตามองจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังก่อตั้งขึ้นในปี 2023 และใช้เพียง 2 ปีก็สามารถสร้างรายได้ทะลุ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมยังระดมทุนไปจำนวนมหาศาล จนทำให้ทั้ง 3 ผู้ก่อตั้งนั้นขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีสร้างตัวอายุน้อยที่สุดในโลกในวัยเพียง 22 ปีเท่านั้น
และอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องมาที่ Mercor นั้น คือ การดึงเอาความเชี่ยวชาญของมนุษย์มาเป็นเบื้องหลังสำคัญของระบบ AI หรือกล่าวง่าย ๆ คือ Mercor กำลังสร้างตลาดแรงงานรูปแบบใหม่ ที่ “มนุษย์” มีบทบาทช่วยฝึก AI ที่วันหนึ่งอาจมาแทนที่พวกเราเอง…
เบื้องหลังต้นกำเนิดของ Mercor มาจากไอเดียของทั้ง 3 คน Brendan Foody (CEO), Adarsh Hiremath (Co-CEO) และ Surya Midha (COO) สมาชิกจาก Thiel Fellowship ที่ก่อนจะสอบปลายภาคไม่นาน ได้ตัดสินใจลาออกมาเดินหน้าทำสตาร์ทอัพนี้อย่างเต็มตัว
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปเจาะลึกทำความรู้จักกับ 3 เพื่อนซี้ผู้ก่อตั้ง Mercor ที่ได้ก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีอายุน้อยหน้าใหม่เมื่อปี 2025 กับความสำเร็จของการปั้นสตาร์ทอัพ AI ที่แม้ในตลาดนี้จะแข่งขันกันร้อนแรงแค่ไหนก็สามารถทำให้บริษัทกลายเป็นธุรกิจที่โตรวดเร็วมาก จนมูลค่าในปัจจุบันทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก่อนที่ทั้ง 3 หนุ่มจะได้มารวมกลุ่มทำสตาร์ทอัพด้วยกันนั้น แต่ละคนต่างเติบโตและมีการศึกษาจากคนละแห่ง โดย Brendan Foody และ Surya Midha กำลังศึกษาอยู่ที่ Georgetown University ส่วน Adarsh Hiremath ตอนนั้นกำลังศึกษาที่ Harvard University
สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 3 คน คือ ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัย ทุกคนตัดสินใจที่จะลาออกเพื่อเดินในเส้นทางอื่น นั่นคือการโฟกัสไปที่ธุรกิจสตาร์ทอัพเทคโนโลยี “ผมรู้ตัวดีว่าผมอยากจะลาออกตั้งแต่ก่อนสอบตอนปี 2… ผมก็แค่ไม่ไปสอบปลายภาคในปีนั้น” Brendan Foody เคยให้สัมภาษณ์กับ Fortune
ส่วน Surya Midha และ Adarsh Hiremath สองหนุ่มอินเดีย-อเมริกันที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายนั้น ต่อมาก็ได้มารู้จักกับ Brendan Foody และระหว่างงานแฮกกาธอนในเมืองเซาเปาโล ทั้ง 3 ก็เกิดปิ๊งไอเดียที่มองว่าจะตอบโจทย์ทั้งองค์กร และคนหางานในยุค AI โดยพวกเขาเห็นช่องว่างในตลาดว่า บริษัทจะมองหาวิศวกรเก่ง ๆ ก็ยากเหลือเกิน ขณะเดียวกันวิศวกรที่อยู่ต่างประเทศก็ยากที่จะเข้าถึงบริษัทใหญ่ ๆ
Mercor จึงเกิดขึ้นมาด้วยโมเดลที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ ต้องการที่จะเป็นตัวกลางเชื่อมบริษัทกับวิศวกรฝีมือดีจากต่างประเทศ มีแพลตฟอร์มที่จะจัดการทุกอย่างตั้งแต่การคัดเลือก สัมภาษณ์ไปจนถึงการจ้างงาน โดยจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายได้ โมเดลแรกเริ่มนี้ให้ภาพที่ชัดเจนว่า “ตลาดแรงงานไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาดระบบที่จับคู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
สิ่งที่ทำให้ Mercor แตกต่างจากแพลตฟอร์มจัดหางานทั่วไป คือการที่ทีมผู้ก่อตั้งมองไกลไปกว่าการหาคนให้บริษัท แต่เห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI จะเข้ามามีบทบาทในงานระดับมืออาชีพมากขึ้น และคำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “AI ทำอะไรได้?” แต่คือ “ใครจะเป็นคนตัดสินว่ามันทำได้ดี? และดีจริงไหม?”
ในเดือนมกราคม ปี 2023 สตาร์ทอัพ Mercor เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อม Pivot จากแพลตฟอร์มจับคู่แรงงานทั่วไป ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอนาคตการหางาน โดยมี Human-in-the-Loop ด้วยการเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่วิศวกร ทนาย แพทย์ ไปจนถึงนักการเงิน เข้ามามีบทบาทในการประเมิน ทดสอบ และสร้างข้อมูลสำหรับฝึกโมเดล AI
ซึ่งทั้ง 3 คนมองว่า ในโลกที่ AI ถูกนำไปใช้ในงานจริงมากขึ้น ตั้งแต่การเขียนเอกสารด้านกฎหมาย ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาตรวจสอบความถูกต้อง และสร้างเกณฑ์การวัดคุณภาพที่เข้มงวด ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้
ในปี 2024 ทั้ง 3 คนได้รับคัดเลือกเข้า Thiel Fellowship รับเงินทุน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐมาพัฒนาสตาร์ทอัพต่อ โดย 3 หนุ่มปัจจุบันนี้รับตำแหน่งต่าง ๆ ในบริษัทสตาร์ทอัพที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา ดังนี้
การทำงานของ Mercor จะใช้ AI เพื่อทำให้กระบวนการจ้างงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แพลตฟอร์มสามารถคัดกรองเรซูเม่ จับคู่ผู้สมัคร และยังมีระบบสัมภาษณ์ด้วย AI ราว 20 นาที เพื่อประเมินทักษะและสร้างโปรไฟล์ จากนั้นแพลตฟอร์มจะจับคู่พวกเขากับงานที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ พาร์ตไทม์ หรือรายชั่วโมง อีกทั้งแพลตฟอร์มนี้ยังสามารถจัดการเงินเดือนแบบอัตโนมัติ โดยนายจ้างเพียงอัปโหลดรายละเอียดงาน ระบบของ Mercor ก็จะแนะนำผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุด
ก่อนหน้านั้นในช่วงที่ Mercor กำลังระดมทุนรอบ Seed ในปี 2023 บริษัทที่ก่อตั้งมาได้เพียง 9 เดือนสามารถระดมทุนไปได้กว่า 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความสำเร็จที่บริษัทสามารถทำรายได้ทะลุ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลาไม่ถึงปี
หลังจากนั้นบริษัทก็สามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง ในรอบ Series A มีนักลงทุนแนวหน้าอย่าง Peter Thiel และ Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ร่วมลงทุน จนทำให้บริษัทมีมูลค่าทะยานสู่ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรอบ Series B ที่ระดมทุนช่วงปลายปี 2024 ถึงต้นปี 2025 ดันให้มูลค่าบริษัททะลุ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และล่าสุดในเดือนตุลาคมปี 2025 ก็สามารถระดมทุนรอบ Series C ไปได้อีก 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดันมูลค่าของ Mercor ไปสู่ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นที่เรียบร้อย
ผู้ใช้งาน Mercor มีทั้งบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ อย่างเช่น Meta และ Amazon อีกทั้งบิ๊กผู้เล่นในตลาด AI อย่าง OpenAI, Anthropic และ Google DeepMind ก็ใช้งานด้วยเช่นกัน
แรงส่งนี้ทำให้รายได้ของ Mercor เติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัทสร้างรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมรายชั่วโมงจากลูกค้า และเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สตาร์ทอัพนี้โตขึ้นถึง 50% ต่อเดือน โดยมี Annual Revenue Run Rate อยู่ในระดับหลายสิบล้านดอลลาร์
จากมูลค่าบริษัทที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องนี้ ส่งผลให้ทั้ง 3 ผู้ก่อตั้งขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีพันล้านในวัยเพียง 22 ปี ได้ครองแชมป์เศรษฐีอายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยความมั่งคั่งของแต่ละคนที่กว่า 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม Mercor ก็ถูกตั้งคำถามถึงประเด็นที่ว่า เทคโนโลยีของพวกเขาจะเข้ามาแทนที่มนุษย์มากขึ้นในยุค AI เช่นนี้ ซึ่งผู้ก่อตั้งทั้ง 3 มองต่างออกไป โดยให้ความเห็นว่า “แทนที่จะแย่งงาน Mercor กำลังช่วยทำให้งานจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจเป็นอัตโนมัติ และยิ่งทำให้แรงงานมนุษย์มีมูลค่าสูงขึ้นในงานที่ยังจำเป็นต้องใช้มนุษย์”
ตามมุมมองของพวกเขา Mercor คือตัวช่วยที่จะระบุว่า “งานแบบไหนที่มนุษย์ควรทำในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรืองานไหนที่ AI ยังทำไม่ได้”
ที่มา: Fortune, TechCrunch, Forbes, Founded, CNBC
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney