
หนึ่งในแอปฯ เรียกรถ-ส่งอาหารยอดนิยม ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะมี “Grab” โหลดติดสมาร์ทโฟนไว้เสมอ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทย Grab ก็เป็นบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ที่ครองส่วนแบ่งในตลาดมากที่สุด จากข้อมูลของ Momentum Work ขณะที่ภาพรวมการให้บริการของ Grab ซึ่งครอบคลุม 8 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เมียนมา และกัมพูชา ทั้งส่งคนและส่งอาหารมาแล้วกว่า 20,000 ล้านเที่ยว นับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อปี 2012 ในประเทศมาเลเซีย
ในปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ Grab สามารถทำกำไรได้ติดต่อกันทุกไตรมาส โดยธุรกิจที่โชว์ผลงานได้ดีนอกจากฝั่งธุรกิจหลักอย่าง ส่งคน-ส่งของแล้ว ธุรกิจฝั่ง Financial Services หรือบริการทางการเงินก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
Grab ยกตัวเองว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรม ซึ่งหลังจากนี้วางเกมไว้ว่าจะทำกำไรให้ได้ต่อเนื่อง และยิ่งในยุค AI เช่นนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จะวางกลยุทธ์สำคัญลงไปในสนาม AI ด้วยเช่นกัน ผู้สื่อข่าว Thairath Money เดินทางไปเข้าร่วมงาน “GrabX 2026” ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา โดย Grab ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากมาย โดยปีนี้ชูแนวคิด “Your Everyday Guide” จะเป็นมากกว่าแค่ผู้ให้บริการส่งคน-ส่งของ เป็นมากกว่าซูเปอร์แอป แต่จะเป็น “เพื่อนคู่คิด” ในทุก ๆ สเต็ปของการใช้ชีวิต ทำให้เราได้เห็นถึง Chapter ต่อไปของ Grab ที่ต้องการจะเดินในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในแทบทุกมิติของการใช้ชีวิต
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปเจาะลึกโมเดลธุรกิจการทำเงินของ Grab ในยุคที่ทุกบริษัทกำลังมุ่งหน้าไปสู่ AI จากสตาร์ทอัพเล็ก ๆ ที่เริ่มจากให้บริการเรียกรถแท็กซี่ ปั้นตัวเองมาเป็นแอปฯ เดียวที่ให้บริการหลายอย่าง จนมี Data มหาศาลในมือตัวเอง จะปรับตัวไปเป็นอะไรต่อไปหลังจากนี้? ภาพของ Grab จะเป็นแบบไหนในวันที่กำลังเดินหน้าไปเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างเต็มตัว?
จุดเริ่มต้นของ Grab มาจากสองเพื่อนร่วมคลาสจากรั้วมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ตั้งใจอยากจะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ซึ่งก็คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “Anthony Tan” และ “Tan Hooi Ling” รู้จักกันในห้องเรียนธุรกิจที่กำลังสอนเรื่อง Business at the Base of the Pyramid (BBOP) หรือการสร้างธุรกิจที่จะสามารถทำกำไรพร้อมกับช่วยเหลือสังคมได้
ทำให้ทั้งสองเกิดไอเดีย อยากจะหาทางแก้ปัญหาในบ้านเกิด ซึ่งตอนนั้นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่มีก็คือ การที่ผู้หญิง เด็ก หรือผู้สูงวัยไม่ปลอดภัยเมื่อขึ้นแท็กซี่ ทำให้ในปี 2012 ทั้ง Anthony Tan และ Tan Hooi Ling ต่อยอดหาโซลูชันแก้ปัญหาดังกล่าว ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพขึ้นมาในชื่อว่า “MyTeksi” เพื่อช่วยให้คนเรียกรถแท็กซี่ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น โดยมีเงินทุนก้อนแรกจากการชนะนำเสนอผลงานในมหาวิทยาลัยมาจำนวน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ
การเติบโตของ Grab นั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในปี 2013 ได้รีแบรนด์ครั้งแรกเปลี่ยนตัวเองเป็น “GrabTaxi” ตั้งเป้าจะให้บริการแบบเดียวกับ Uber ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะขยายตลาดทันทีออกไปในสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย โดยปรับตัวเองให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละประเทศ จนกลายเป็นบริการเรียกแท็กซี่ที่ติดตลาด
ต่อมาในปี 2014 สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโต (ในแง่ของผู้ใช้งาน) นี้ ได้รีแบรนด์อีกครั้งเป็น “Grab” ด้วยกลยุทธ์ใหม่ที่จะให้บริการมากกว่าเรียกแท็กซี่ ซึ่งต่อมาก็ได้เพิ่มเซอร์วิสไปสู่ GrabBike เพิ่ม GrabCar มาสู้กับ Uber ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ และบริการเหล่านี้ก็ทำให้ Grab ขึ้นแท่นเป็นเบอร์ต้น ๆ ในอาเซียน
ผ่านไปไม่นาน ในแทบจะทุกปี Grab ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้บริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น GrabExpress (2016) บริการส่งสินค้า GrabPay (2016) บริการดิจิทัลวอลเล็ต ก่อนที่จะเปิดเป็นบริษัทในเครือ Grab Financial Group เพื่อให้บริการทางการเงิน ตลอดจนเปิดตัว GrabMart (2019) บริการซื้อสินค้าจากร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ต
ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของ Grab คือในปี 2018 เมื่อการเข้าถึงคนในพื้นที่ได้ดีกว่าผู้ให้บริการเจ้าใหญ่จากตะวันตก ทำให้ Grab ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ Uber Southeast Asia ที่ตอนนั้นไม่สามารถเข้าใจตลาดได้ดีเท่า ยิ่งเป็นแรงผลักให้ Grab ขึ้นเป็นผู้ควบคุมตลาดเจ้าสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และต่อมา Grab ก็ได้เปิดตัวบริการใหม่อย่าง GrabFood อย่างเป็นทางการ ธุรกิจส่งอาหารที่มีลักษณะคล้ายกับ Uber Eats ซึ่งเป็นการผสานบริการจาก Uber เข้ากับ Grab จนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นำไปสู่การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจของ Grab ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ซูเปอร์แอป” (Superapp) ด้วยการผสานทุกบริการที่ตัวเองมีไว้ในแอปฯ เดียว
หลังจากนั้นในปี 2021 Grab ก็ได้เข้าตลาด Nasdaq ขึ้นแท่นเป็นบริษัทแรกที่เข้าตลาดด้วยวิธีการ SPAC ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดสหรัฐฯ ทำให้มูลค่าบริษัทของ Grab ในตอนนั้นทะลุไปสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระดมทุนไปได้กว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่แล้วในปีต่อมา หุ้นกลับร่วงลงหลังจากที่ผลงานออกมาไม่ดีตามคาด และบริษัทยังไม่สามารถทำกำไรได้
การต่อยอดธุรกิจของ Grab ที่เห็นได้ชัดว่าพยายามจะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมบริการทั้งอีโคซิสเต็มของ Grab คือด้านการเงิน โดยในปี 2022 ได้เปิดตัว GrabFin บริการการเงินที่มีมากกว่าวอลเล็ตสำหรับจ่ายเงินบนแอปฯ แต่ยังมีบริการประกัน ปล่อยสินเชื่อ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน
กระโดดข้ามมาในปี 2026 หลังจากที่ Grab ขยันออกฟีเจอร์ใหม่ ๆ มาเพื่อดึงคนให้อยู่กับแอปฯ ตลอดเวลา โดยในปีนี้ Thairath Money ได้เข้าร่วมงาน “GrabX 2026” งานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ และแน่นอนว่าในปีนี้ต้องมุ่งไปที่เรื่อง AI พร้อมกับปรับทิศทางบริษัท จะยกระดับซูเปอร์แอปไปอีกขั้น ด้วย Data ที่ Grab มีอยู่ในมือปริมาณมหาศาลนี้ ไปสู่การเป็น “Your (Intelligent) Everyday Guide” เพื่อนคู่ใจ (สุดชาญฉลาด) ที่จะอยู่เคียงข้างผู้ใช้งานในทุกสเต็ปของการใช้ชีวิต
“Grab ยึดถือหลักการ AI-First, with Heart คือการนำเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุดมาแก้ปัญหาจริงให้คนธรรมดา เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุค AI” Anthony Tan ซีอีโอกรุ๊ปของ Grab กล่าวบนเวที
ตั้งแต่ปี 2025 Grab ได้ปรับทิศทางมารุกด้าน AI มีผลิตภัณฑ์ Mine เป็น AI ผู้ช่วยร้านค้า และในปีนี้ก็ได้เปิดตัว Coach เป็น AI ผู้ช่วยสำหรับคนขับ “สิ่งนี้เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดที่ช่วยเพิ่มรายรับและจัดการงานต่าง ๆ แทน เพื่อให้คนขับมีสมาธิกับท้องถนน” Tan กล่าวต่อ
ซึ่งเบื้องหลังทั้งหมดของการพัฒนานี้ Anthony Tan เรียกสิ่งนี้ว่า “Grab Intelligence Layer” ชั้นโครงสร้างอัจฉริยะที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทุกฟีเจอร์ ทั้งด้านความปลอดภัย การเงิน จัดการด้านประสิทธิภาพ โดยที่ Grab เป็นผู้แบกรับต้นทุน AI Token ทั้งหมดเพื่อให้พาร์ทเนอร์ใช้งานได้ฟรี “เพราะ AI มันไม่ควรเป็นของหรูหราสำหรับคนที่มีเงินจ่ายเท่านั้น”
“แทนที่จะปล่อยให้ช่องว่างระหว่างผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีกับผู้ด้อยโอกาสกว้างขึ้น เราเลือกที่จะใช้โครงสร้างอัจฉริยะของเราในการเชื่อมโยงมันเข้าด้วยกัน” Tan กล่าว สะท้อนถึงแนวคิดเริ่มแรกที่ก่อตั้ง Grab ขึ้นมาเพื่อที่จะสร้างธุรกิจและช่วยเหลือสังคมไปพร้อม ๆ กัน
ด้าน Philipp Kendal ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ที่ได้ขึ้นกล่าวบนเวที GrabX ก็ได้เปิดตัวฟีเจอร์และผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Grab ที่มี AI คอยทำงานอยู่เบื้องหลัง โดยฟีเจอร์หลัก ๆ คือการนำเอา Data ที่ Grab มีอยู่ในมือมาพัฒนาต่อเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหากับทั้งผู้บริโภค ไรเดอร์ ไดร์ฟเวอร์ และร้านค้าให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
โดยในปีนี้ Grab แบ่งบทบาทของผลิตภัณฑ์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก เพื่อตอบโจทย์ผู้คนในทุกสเต็ปของการใช้ชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนในยุคนี้ (For Local Life) ตอบโจทย์การท่องเที่ยว (For Effortless Travel) และตอบโจทย์ธุรกิจ (For Business Empowerment) ซึ่งมีหลายฟีเจอร์ที่เป็นการต่อยอดจากของเดิม และบางฟีเจอร์ก็คือของใหม่ที่สะท้อนทิศทางธุรกิจของ Grab ที่จะปูไปสู่เส้นทางใหม่
For Local Life:
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: แผนใหม่ Grab เตรียมลุยตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล พร้อมชูทั้ง SAVER-Premium เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ทุกระดับ
For Effortless Travel:
For Business Empowerment:
พร้อมกันนี้ Grab ก็ได้ยกระดับบริการจากโลกดิจิทัลมาสู่โลกกายภาพมากขึ้น ด้วยการเปิดตัวหุ่นยนต์ Carri ที่ตั้งเป้าจะนำมาใช้งานเช่นเดียวกับที่ Amazon กำลังนำมาใช้ในกระบวนส่งของขั้นตอนสุดท้าย ซึ่ง Carri ถูกนำมาใช้เพื่อตอบโจทย์ทั้งร้านอาหารและไรเดอร์
โดยปกติแล้วคนขับจะสูญเสียรายได้ราว 10% ไปกับการเสียเวลาเดินไปร้านค้าหรือร้านอาหาร และต้องไปรอคิวอีกเป็นเวลานาน ดังนั้น Carri จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยการรับอาหารจากร้านค้าไปส่งให้ไรเดอร์ในจุดที่กำหนด เพื่อให้ไรเดอร์นำไปส่งต่อถึงมือลูกค้า นอกจากนี้ในอนาคต Carri อาจจะถูกนำมาใช้ในการส่งของแบบ Last-Mile Delivery หรือส่งในขั้นตอนสุดท้ายจากรถส่งสินค้าไปสู่หน้าบ้านของลูกค้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับไรเดอร์ พร้อมกับลดต้นทุนด้านพลังงานของไรเดอร์ลงได้
“Carri เพื่อนของเราคนนี้ไม่ใช่คนที่จะมาแทนที่คนขับ แต่เราต้องการให้เธอเป็นส่วนขยายที่เหนือมนุษย์ให้กับพวกเขา”
“เรากำลังเปลี่ยนแปลงมันด้วยการมอบมือและดวงตาให้ซอฟต์แวร์ เรากำลังดึงเอาชั้นโครงสร้างอัจฉริยะออกมาจากระบบคลาวด์ลงมาสู่ท้องถนน” Anthony Tan กล่าว ส่งสัญญาณว่า Grab กำลังขยายผลิตภัณฑ์มาสู่ด้านซอฟต์แวร์มากขึ้น และในอนาคตสิ่งนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งโมเดลธุรกิจที่สำคัญของ Grab ท่ามกลางสนาม AI
ก่อนลงจากเวที Anthony Tan บอกใบ้ว่าในปีหน้า GrabX จะไปเปิดเวทีในไต้หวัน พร้อมบุกตลาดใหม่นอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากตกลงดีลเข้าซื้อกิจการ Foodpanda Taiwan สำเร็จแล้ว ด้วยมูลค่ากว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา: Grab [1][2][3][4], CNBC, Time, Entrepreneur, History Timelines, SBR, Elluminati, Tech in Asia
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney